ในขณะเดียวกัน กรีนพีซประจำประเทศญี่ปุ่น ได้ออกมาแสดงความผิดหวังต่อการตัดสินใจของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ตัดสินใจปล่อยน้ำปนเปื้อนรังสีลงสู่มหาสมุทร โดยกล่าวว่า การตัดสินใจของรัฐบาลโดยไม่พิจารณาถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ การละเมิดสิทธิมนุษย์ของชุมชนในญี่ปุ่นและภูมิภาคแปซิฟิก และไม่สอดคล้องกับกฎหมายการเดินเรือระหว่างประเทศ และที่สำคัญไปว่านั้นคือการไม่คำนึงถึงความกังวลของประชาชนและชาวประมง
“เรารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมากที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศปล่อยน้ำปนเปื้อนรังสีลงสู่มหาสมุทร แม้ว่าจะมีการแสดงความกังวลจากชาวประมง พลเมือง ชาวฟุกุชิมะ และภาคประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคแปซิฟิก และประเทศเพื่อนบ้าน การตัดสินใจครั้งนี้ของรัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังคงเกิดขึ้น" ฮิซาโยะ ทาคาดะ ผู้จัดการโครงการรณรรงค์ กรีนพีซญี่ปุ่นกล่าว
ฮิชาโยะ ชี้ว่า น้ำปนเปื้อนรังสีที่รอการปล่อยสู่มหาสมุทรกำลังเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของแผนการปลดระวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ นอกจากนี้ การปนเปื้อนรังสีในน้ำจะยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายปี เพราะยังไม่มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการหยุดยั้งการเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในกรุงเจนีวา ตลอดจนผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ ได้คัดค้านและวิพากษ์วิจารณ์แผนการปลดระวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่น โดยระบุว่า การทิ้งน้ำเปื้อนรังสีของญี่ปุ่นนั้นเป็นการเพิกเฉยต่อมติของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนที่ 48/13 ปี 2564 ที่ระบุว่าการมีสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืนเป็นสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ ญี่ปุ่น ยังไม่ปฏิบัติตามข้อผูกพันทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ในการปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเล รวมถึงข้อกำหนดทางกฎหมายในการดำเนินการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมการทิ้งของเสียลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายข้ามพรมแดนต่อประเทศเพื่อนบ้าน