เปิดลิสต์ 7 กลุ่มสินค้าเกษตร EU ออกกฎแบนเสี่ยงเข้าข่ายตัดไม้ทำลายป่า
28 ก.ค. 2566 | warunee_man

EU ออกกฎแบนส่งออกสินค้าเสี่ยงเข้าข่ายการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation-Free Product) กระทรวงพาณิชย์ เตือนผู้นำเข้าเตรียมตัวก่อนมีผลบังคับใช้ 30 ธ.ค.ปีหน้า
รักษ์โลก
28 ก.ค. 2566 | warunee_man

EU ออกกฎแบนส่งออกสินค้าเสี่ยงเข้าข่ายการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation-Free Product) กระทรวงพาณิชย์ เตือนผู้นำเข้าเตรียมตัวก่อนมีผลบังคับใช้ 30 ธ.ค.ปีหน้า
ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าสร้างผลกระทบอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก รวมถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อพูดถึงการผลิตที่มีความเสี่ยงต่อการทำลายป่า แน่นอนว่าสินค้าไม้เป็นสิ่งแรกๆ ที่คนนึกถึง ทำให้เป็นสินค้าที่ถูกจับตามองและควบคุมมาโดยตลอด ทว่าในปัจจุบันการศึกษาต่างๆ ได้ชี้ให้เห็นว่านอกจากสินค้าไม้แล้ว ยังมีสินค้าเกษตรที่มีความเสี่ยงการผลิตที่ส่งผลกระทบต่อป่า
ด้วยแนวคิดนี้ สหภาพยุโรป หรือ EU จึงออกกฎระเบียบ Deforestation-free products ซึ่งเป็นกฎหมายห้ามนำเข้าหรือส่งออกสินค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายป่าไม้เข้าสู่ตลาดของสหภาพยุโรป โดยสินค้าที่จะได้รับการอนุญาตให้จำหน่ายหรือส่งออกจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและประเมิน (Due diligence) ก่อนจึงจะนำเข้าหรือส่งออกจาก EU ได้ หากพบว่าสินค้าชนิดใดมีที่มาจากการทำลายป่าหรือเป็นเหตุทำให้ป่าเสื่อมโทรม สินค้าชนิดนั้นจะถือว่าผิดตามร่างกฎหมายฉบับนี้
สำหรับการนำเข้าและส่งออกสินค้าจาก EU ตามกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation-free products) กำหนดเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดครบ 3 ประการ คือ
1) ปลอดจากการทำลายป่า
2) ผลิตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเทศผู้ผลิต
และ 3) ผู้ประกอบการหรือผู้ค้าจะต้องจัดทำ Due diligence ตามขั้นตอนที่กำหนด ก่อนวางจำหน่าย หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามต้องรับผิดตามบทลงโทษที่กฎหมายกำหนดไว้
7 กลุ่มสินค้ากระทบกฎห้ามส่งออกสินค้าทำลายป่า ประกอบด้วย
โดยรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่จะต้องลงทะเบียนในระบบฐานข้อมูลและแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวกับการผลิต เช่น แหล่งที่มา ผู้ผลิต และพิกัดทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่เพาะปลูก/เก็บเกี่ยว เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับ และวิเคราะห์ข้อมูลผ่านระบบภาพถ่ายจากดาวเทียม ว่าสินค้านั้นผลิตบนพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า หรือทำให้ป่าเสื่อมโทรมหรือไม่ เพื่อลดการทำลายพื้นที่ป่าของโลก และลดการนำเข้าสินค้าที่มีความเสี่ยงในการทำลายป่าเข้ามาใน EU ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 30 ธันวาคม 2567 ส่งผลให้เกษตรและผู้ส่งออกที่เกี่ยวข้องจะมีเวลาเตรียมการประมาณ 18 เดือน ก่อนที่มาตรการนี้จะมีผลใช้บังคับ
ขณะเดียวกัน คาดว่า EU จะออกกฎระเบียบลำดับรอง เพื่อให้การบังคับใช้มาตรการนี้มีความชัดเจนขึ้น เช่น กำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ และบทลงโทษ เพื่อกำหนดระดับความเข้มงวดในการสุ่มตรวจสอบข้อมูลที่ผู้ประกอบการแจ้ง ซึ่งผู้ประกอบการที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงจะถูกสุ่มตรวจ ร้อยละ 9 ความเสี่ยงระดับกลาง ร้อยละ 3 และความเสี่ยงระดับต่ำ ร้อยละ 1 นอกจากนี้ ผู้ประกอบการขนาดย่อมและขนาดเล็ก (MSME) ที่จัดตั้งขึ้นภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2563 จะได้มีเวลาเปลี่ยนผ่าน 24 เดือน (ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2568) ก่อนที่มาตรการจะมีผลใช้บังคับ
ทั้งนี้ การยางแห่งประเทศไทย กำลังอยู่ระหว่างจัดทำฐานข้อมูลการเพาะปลูกยางพารา และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย อยู่ระหว่างการจัดทำคู่มือสำหรับสมาชิกสภาอุตสาหกรรมฯ เพื่อใช้ประกอบการดำเนินการตามระเบียบดังกล่าว นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐของไทย ยังได้ประสานกับ EU เตรียมเชิญผู้เชี่ยวชาญมาจัดสัมมนาฝึกอบรมให้คำแนะนำและอธิบายมาตรการนี้ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องของไทยได้เข้าใจและรับทราบข้อมูลอย่างละเอียด ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนมาตรการบังคับใช้จริง