นักวิจัยเผยว่า
การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนี้ ไม่เป็นอันตรายโดยตรงต่อชีวิตมนุษย์ แต่การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่ควรถูกละเลยเช่นเดียวกัน เนื่องจากการขยายและการหดตัวเกิดขึ้นเพราะการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ เป็นเรื่องที่เราต้องศึกษาต่อไปว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นและซึมลงชั้นใต้ดินจะส่งผลต่อการศึกหรอของโครงสร้างต่าง ๆ หรือไม่
ซึ่งจากการทดลองรวบรวมข้อมูลอุณหภูมิ 3 ปี จากเซนเซอร์ที่ถูกติดตั้งในโครงสร้างใต้ดินทั่วเมืองชิคาโก เช่น ในห้องใต้ดิน อุโมงค์รถไฟ และโรงจอดรถใต้ดินในกลางเมืองชิคาโกต่าง ๆ
ผลพบว่า อุณหภูมิพื้นดินโดยรวมของชิคาโกเพิ่มขึ้น 0.25 องศาฟาเรนไฮต์ในแต่ละปี ซึ่งบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่าชั้นใต้ดินทั่วไปที่เงียบสงบราว 27 ฟาเรนไฮต์ หรือ -2.7 องศาเซลเซียส และภาพด้านล่างคือแบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมใต้ดิน จั้งแต่ปี 1950 จนถึงปัจจุบัน และจะเป็นอย่างไรนับจากนี้ไปจนถึงปี 2050
ข้อมูลเผยว่า
มีพื้นที่บางส่วนยกตัวสูงขึ้น 0.47 นิ้ว และบางพื้นที่ยุบตัวได้มากถึง 0.31 นิ้วขึ้นอยู่กับสถานะของดินในพื้นที่ สิ่งที่นักวิทย์กังวลคือการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี้อาจทำให้เกิดรอยร้าวในฐานรากของผนักและอาคารบางแห่ง
พื้นดินของชิคาโกส่วนใหญ่มักเป็นดินเหนียว ซึ่งมีความอ่อนไหวต่ออุณหภูมิและการเปลี่ยนแปลงเป็นพิเศษ เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นที่เมืองใหญ่ทั่วโลกควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะเมืองใกล้มหาสมุทรและแม่น้ำ ในทางกลับกัน เมืองที่สร้างอยู่บนหินแข็ง เช่น นิวยอร์กซิตี้ อาจไม่ได้รับผลกระทบด้านนี้
นอกจาก ผลกระทบต่อโครงสร้างแล้ว อาจส่งผลต่อระบบนิเวศใต้ดินด้วย โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตในมุมมืด อย่าง หนอน หอยทาก แมลง ซาลาแมนเดอร์ และอีกมากมาย สิ่งมีชีวิตเหล่านี้คุ้นชินกับสภาวะหยุดนิ่งของใต้ดิน แต่หากน้ำใต้ดินอุ่นเกินไป ก็อาจฆ่าหรือไล่สัตว์เหล่านี้ออกไป กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในน้ำและกลายเป็นแพล่งเพาะพันธุ์จุลินทรีย์ได้