ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะมีภารกิจที่ไม่ซ้ำซ้อนกันแต่จะเสริมกัน นับเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรับมือกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้ง ยังเป็นการแสดงให้นานาประเทศเห็นถึงความตั้งใจของไทยที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG emission) ภายในปี ค.ศ. 2065
นอกจากนี้ สส. ยังได้ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และนิด้าโพลล์ จัดทำแบบสำรวจความเห็นของประชาชนในการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 จำนวน 2,000 ตัวอย่างทั่วประเทศไทย พบว่า ร้อยละ 89.15 เห็นด้วยกับการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะทางด้านดังกล่าว และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ร่างพระราชกฤษฎีกา เปลี่ยนชื่อ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ด้านนายสมศักดิ์ สรรพโกศลกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า
สำหรับพันธกิจเร่งด่วนของกรมฯ คือการคุมปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มพลังงาน และกลุ่มขนส่งคมนาคม ให้ได้มากที่สุด เพราะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในไทย โดยการดำเนินงานในระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน กรมฯ ได้ดำเนินการปรับเนื้อหา บทบาท เป้าหมาย ในการสื่อสารที่มุ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การตั้งรับปรับตัว และลดก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการสร้างความเข้าใจกับเครือข่าย เพื่อปรับรูปแบบการทำงานให้สอดคล้องกับภารกิจของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เช่น เครือข่าย ทสม. เครือข่าย Zero waste ลดโลกร้อน เครือข่ายเยาวชน เป็นต้น
ซึ่งจะสามารถยกระดับการดำเนินงานในภารกิจของกองประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของ สผ. และภารกิจในการสร้างจิตสำนึก การสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของ สส. กับกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจนมากยิ่งขึ้น พร้อมขยายความร่วมมือในการลดก๊าซเรือนกระจกกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ ภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคมขนส่ง ภาคเกษตรกรรม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของประเทศตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน