ทั้งนี้หากสำรวจในพื้นที่ต่างๆ พบว่าภาคใต้เกิดภาวะฝนทิ้งน้อย แต่ฝนตกส่วนใหญ่จะเกิดกับประเทศไทยตอนบน เหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก ซึ่งบริเวณเหล่านี้จะมีฝนตกมากสุด ขณะที่ทางอ่าวไทยตอนบน อย่าง เพชรบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ อาจมีจะฝนน้อย พื้นที่ที่น่าห่วงที่สุดคือ คือพื้นที่ที่ใช้น้ำฝนนอกเขตชลประทาน พื้นที่เหล่านี้อาจขาดแคลนน้ำใช้ทางการเกษตรได้
“สรุปแล้ว ปีนี้ชลประทานยังสามารถให้น้ำได้อย่างเพียงพอต่อภาคเกษตรกรรม แต่หากปรากฎการณ์เอลนีโญยังคงเกิดในปีต่อไปอย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะแล้งหนักได้ ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือการเริ่มบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ปีนี้ เก็บน้ำฝนในขณะที่มันยังตก และช่วยกันประหยัดน้ำทางกรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอเตือนเกษตรกรที่จะเพาะปลูกพืชในช่วงเข้าสู่ฤดูฝนนี้ ให้วางแผนกักเก็บสำรองน้ำไว้ใช้ในเวลาฝนทิ้งช่วง หรือปลูกพืชอายุสั้น/พืชผัก เช่น ผักบุ้ง ตำลึง กะหล่ำปลี คะน้า ซึ่งใช้ระยะเวลาเพาะปลูกประมาณ 25-40 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพื่อป้องกันผลผลิตเสียหาย กรณีขาดแคลนน้ำในช่วงดังกล่าว” นายธนะสิทธิ์ กล่าว
ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยถึงมาตรการเตรียมรับมือปรากฎการณ์เอลนีโญว่า จากเดิมที่คาดว่าปริมาณฝนจะน้อยกว่าค่าปกติร้อยละ 5 และมีโอกาสเกิดฝนทิ้งช่วงในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2566 แต่จากการติดตามผลพบว่า ความรุนแรงของเอลนีโญอาจทำให้เกิดฝนทิ้งช่วงยาวนานจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นและหลายจังหวัดอาจประสบปัญหาภัยแล้ง
ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ขอแนะนำให้เกษตรกร โดยเฉพาะผู้ที่ทำการเพาะปลูกนอกเขตชลประทาน สร้างแหล่งกักเก็บสำรองน้ำในช่วงฝนทิ้งช่วง เพื่อเตรียมพร้อมกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตรในช่วงที่จะมีฝนตกชุกหนาแน่นในช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายนตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์ไว้