เนชั่นทีวี

รักษ์โลก

"กรมชลประทาน"จับมือ UNDP  สร้างภูมิคุ้มกันรับมือ"โลกร้อน"

15 มิ.ย. 2566 | thamsathit_pol

"กรมชลประทาน"จับมือ UNDP  สร้างภูมิคุ้มกันรับมือ"โลกร้อน"

ต้องตระหนัก ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง "กรมชลฯ" ร่วมมือ "UNDP" ผลักดันโครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย

จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ซึ่งจะมีผลต่อการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ทางกรมจึงได้ร่วมมือกับสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP)  และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ที่ได้รับการสนับสนุนเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF)  ทำโครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย เป้าหมายเพื่อยกระดับการรับมือสถานการณ์และลดผลกระทบด้านการดำรงชีพของประชาชน นำไปสู่การพัฒนาที่อย่างยั่งยืน

"ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล" รองอธิบดีกรมชลประทาน

"ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล" รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมมือกับ UNDP ดำเนินโครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน (Enhancing Climate Resilience in Thailand through Effective Water Management and Sustainable Agriculture)  โครงการๆ 4 ปี ( 2566 -70)

โดยคณะกรรมการของ "UNDP"  ได้เลือกพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน เป็นพื้นที่นำร่อง เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะเป็นชุดความร่วมมือระหว่างประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรับมือความแปรปรวนของสภาพอากาศและลดผลกระทบในการทำการเกษตรและการดำรงชีวิต และคาดว่าเกษตรกรจะมีความเข้าใจในข้อมูลด้านน้ำ สามารถวิเคราะห์และวางแผนการเพาะปลูกได้เหมาะสม นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และชุดการศึกษานี้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกันกับพื้นที่อื่นๆต่อไป

"กรมชลประทาน"จับมือ UNDP  สร้างภูมิคุ้มกันรับมือ"โลกร้อน"

สำหรับ เหตุผลที่เลือกพื้นที่โครงการชลประทานลุ่มน้ำยมน่าน ซึ่งมีพื้นที่ 7 อำเภอ ใน 3 จังหวัด  (จังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์) พื้นที่รับประโยชน์กว่า 125,000 ไร่นั้น เนื่องจากกรมชลฯและ "UNDP" เห็นว่า เป็นพื้นที่วิกฤติ เป็นพื้นที่ที่เกิดภัยทั้งท่วมและแล้งเกือบทุกปี เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีความเสี่ยงต่ออุทกภัย และเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนในการปรับตัว 

โดยก่อนหน้านี้กรมชลฯได้มีร่วมกับเกษตรกรปรับปฏิทินการเพาะปลูก เช่นทุ่งบางระกำ จากเดิมเริ่มปลูกข้าวเดือนพ.ค. ให้ขยับขึ้นมาปลูก เม.ย. เพื่อให้เกี่ยวข้าวก่อนเดือน ส.ค. ทั้งนี้เพื่อเลี่ยงฤดูน้ำหลากในพื้นที่ซึ่งมักจะเกิดปลายส.ค.

โดยกรมชลฯจะดูแลเรื่องการส่งน้ำเพื่อการเกษตรในช่วงเวลาดังกล่าวก่อนจะเป็นแก้มลิงรับน้ำนองในฤดูฝน  ส่งผลให้พืชผลการเกษตรไม่เสียหาย  เป็นการบริหารน้ำโดยไม่ได้พึ่งระบบโครงสร้างชลประทานที่เป็นสิ่งปลูกสร้างเช่นประตูระบายน้ำเป็นต้น แต่ใช้ระบบปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ ขณะที่ปัญหาของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่คือการขาดข้อมูลรอบด้านในเรื่องความเสี่ยงด้านผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

"ตั้งเป้าหมายว่าเมื่อจบโครงการ 1.เกษตรกรจะมีความเข้าใจและเข้าถึงข้อมูลด้านการพยากรณ์น้ำ การคาดการสถานการณ์ นำมาสู่ความร่วมมือในการวางแผนบริหารทรัพยากรน้ำเพื่อใช้ร่วมกันกับภาครัฐ ทั้งการบริหารโดยคนและเครื่องมือหรือเทคโนโลยี  2.การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานผสมผสานกับมาตรการสิ่งก่อสร้างเชิงนิเวศ และ 3. เกษตรกรสามารถใช้ข้อมูลมาวิเคราะห์ผ่านระบบเทคโนโลยี  สำหรับวางแผนการผลิตได้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของสินค้าเกษตร นอกจากนั้น กระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาร่วมมือกับเครือข่ายพัฒนาด้านการตลาดผ่านการออนไลน์   รวมถึงการเชื่อมโยงสถาบันทางการเงินเพื่อสนับสนุนทุน ซึ่งการบริหารตั้งแต่ต้นทางคือการผลิต ถึงปลายทางคือตลาดนำมาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน" นายทวีศักดิ์ กล่าว

"กรมชลประทาน"จับมือ UNDP  สร้างภูมิคุ้มกันรับมือ"โลกร้อน"

ทั้งนี้เมื่อ 22 พ.ค. 2566 ได้มีการเริ่มประชุมเชิงปฏิบัติการระยะเริ่มต้น (Inception workshop) ที่ จ.พิษณุโลก  โดยมี "นายสุรชาติ มาลาศรี" ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการในพื้นที่ Mr.Chongguang Yu ผู้แทนจากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน(GIZ) และผู้แทนจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้แทนเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก อุตรดิตถ์ และสุโขทัย เข้าร่วมประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจและกรอบการศึกษา

"กรมชลประทาน"จับมือ UNDP  สร้างภูมิคุ้มกันรับมือ"โลกร้อน"

 

ข่าวล่าสุด