เนื่องจากรัฐบาลฟิลิปปินส์ให้ความสำคัญด้านอาหารและสินค้าเกษตรมาก รองรับประชากรในประเทศที่มีกว่า120 ล้านคน ดังนั้นซีพีเอฟจึงมีนโยบายจะขยายการลงทุนในฟิลิปปินส์มากขึ้น ทั้งธุรกิจ ไก่ สุกร กุ้ง ไข่ไก่ คิดเป็น 30% ของกรอบการลงทุนที่มีอยู่ปีละ 2-3 หมื่นล้านบาท
“รายได้ที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ มาจากธุรกิจสุกรทั้งในประเทศ และต่างประเทศโดยในประเทศนั้นซีพีเอฟไม่ได้รับผลกระทบจากโรคอหิวาต์แอฟริกา (ASF)ระบาดอีกทั้งกรมปศุสัตว์เร่งปราบหมูเถื่อนอย่างเข้มข้น ในช่วงที่ผ่านมาจึงมีรายได้กว่า 6 หมื่นล้านบาท ส่วนการลงทุนในต่างประเทศ ก็สามารถฟื้นตัวจาก ASF ได้แล้วเช่นกัน ดังนั้นธุรกิจหมูจึงมีแนวโน้มเติบโตที่ดี”
หวังรัฐบาลช่วยดูแลค่าไฟฟ้าเหมาะสม
นายประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการลงทุนในตะวันออกกลางยังน่าสนใจอยู่ เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ซึ่งซีพีเอฟกำลังศึกษาแนวทางการลงทุนที่เหมาะสมในการลงทุนที่ซาอุดิอาระเบีย ที่ทั้ง2 รัฐบาลให้การสนับสนุน นอกเหนือจากนั้นยังมีการลงทุนในประเทศไทยบ้างในส่วนของการปรับปรุงฟาร์ม โรงงานและกระบวนการผลิต ซึ่งสถานการณ์ในประเทศไทยนั้น อยากให้รัฐบาลใหม่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามเข้ามาให้ความสำคัญด้านพลังงานที่ควรปรับลดลงบ้างจากปัจจุบันที่สูงเกินไป ซึ่งรัฐบาลจะมีการหารือเรื่องนี้ทุก3 เดือนอยู่แล้วก็สามารถจะทบทวนได้ เพื่อไม่ให้กระทบกับการลงทุน ส่วนค่าแรง 450 บาทนั้น เข้าใจว่าหลายหน่วยงานมองไปในทิศทางเดียวกันว่าภาคปฏิบัติต้องพิจารณาตามความเหมาะสม
ด้านการส่งออกในปีนี้ตลาดสหรัฐ และสหภาพยุโรปหรืออียูให้ความนิยมสินค้าอาหารเอเชียมากขึ้น โดยในสหรัฐนั้นอาหารไทยเป็นถือว่าอาหารพรีเมี่ยมซีพีเอฟจึงปรับแบรนด์ใหม่ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในกลุ่มประเทศเอเชีย เป็นCP Authentic Asia เพื่อเป็นการประกาศให้รู้ว่าเป็นสินค้าที่มีรสชาติเอเชียแท้
สำหรับการเปิดตลาดเป็นปรุงสุกในออสเตรเลีย ที่ซีพีเอฟ ส่งออกเป็นเจ้าแรกของไทยนั้นเป็นการขยายตลาด เพราะออสเตรเลียมีมาตรฐานที่เข้มมากเหนือกว่ามาตรฐานใดๆ การส่งออกไปประเทศนี้ได้จะทำให้ทุกตลาดในโลกนี้มีความมั่นใจในคุณภาพของสินค้าไทยมากยิ่งขึ้น
ขอขอบคุณที่มา: กรุงเทพธุรกิจ