ด้านเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโต ก็รีบออกมาย้ำเช่นกันว่า นาโตไม่มีแผนส่งทหารหน่วยรบเข้าไปในสมรภูมิภาคพื้นดินของยูเครน ขณะที่สมาชิกอื่น ๆ รวมทั้งเยอรมนี, อังกฤษ, สเปน, โปแลนด์ และสาธารณรัฐเช็ค ต่างถอยห่างจากเรื่องนี้โดยเฉพาะเยอรมนีที่ นายกรัฐมนตรีโอลาฟ โชลซ์ แถลงเมื่อวันอังคาร (27 กุมภาพันธ์ 2567) ว่าจะไม่มีการส่งทหารราบเข้าไปในแผ่นดินยูเครน ไม่ว่าจะเป็นจากประเทศยุโรปหรือประเทศสมาชิกนาโตก็ตาม
เรื่องนี้เกิดขึ้นในขณะที่ยูเครนตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำในสมรภูมิทั้งยังขาดแคลนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ และทหารรัสเซียสามารถยึดพื้นที่ได้มากขึ้น แม้แต่สหรัฐฯ ก็ยังไม่เอาด้วย โดยทำเนียบขาวย้ำว่าไม่มีแผนส่งทหารราบไปช่วยยูเครน แต่เรียกร้องให้สมาชิกสภานิติบัญญัติรีบผ่านกฎหมายด้านความมั่นคง เพื่อความมั่นใจว่าทหารยูเครนจะได้รับอาวุธและเครื่องกระสุนที่จำเป็นต่อการสู้รบ
นักวิเคราะห์ชี้ว่า จะเกิดหายนะที่ไม่อาจจินตนาการได้ถ้านาโตส่งทหารเข้าไปในยูเครน เพราะสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจที่หนุนหลังนาโตกับรัสเซีย ต่างก็มีคลังแสงนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้แต่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็ยังพูดว่าความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับนาโตอาจนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 และถ้ากรณีสมมติว่าเยอรมนีก็ส่งทหารไปยูเครนที่ได้ชื่อว่าเป็นอดีตสหภาพโซเวียต ก็ยิ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวสำหรับรัสเซีย ที่เคยเผชิญการบุกของกองทัพนาซีของฮิตเลอร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กลายเป็นอัตลักษณ์ที่ทิ่มแทงใจรัสเซีย ที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เคยเปรียบเทียบการรุกรานยูเครนว่า "เป็นการต่อสู้กับนาซี"