ส่วนการประเมินความเสียหายเบื้องต้น พบว่า อาคารราว 1,500 แห่งจากเกือบ 6,142 แห่งในเมืองเดอร์นา โดยเกือบ 900 หลังพังย่อยยับ ส่วนที่เหลือได้รับความเสียหายบางส่วน หรือ จมอยู่ใต้กองโคลน
ความเสียหายอย่างหนักด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะถนนทำให้ยากที่ความช่วยเหลือจะเข้าไปถึงเมืองเดอร์นา และความแตกแยกทางการเมืองที่ทำให้มี 2 รัฐบาลควบคุมพื้นที่ฝั่งตะวันออกและตะวันตกของประเทศตั้งแต่ปี 2557 หลังการโค่นล้มอดีตผู้นำเผด็จการโมอัมมาร์ กัดดาฟี ในปี 2554 ก็เป็นอุปสรรคยิ่งขึ้นต่อการบริหารจัดการความช่วยเหลือกู้ภัยและบรรเทาทุกข์
ขณะที่รัฐบาลลิเบียตะวันออก ที่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก สั่งให้อัยการดำเนินการสอบสวนว่า ความผิดพลาดของมนุษย์มีส่วนทำให้ภัยพิบัตินำไปสู่การสูญเสียชีวิตจำนวนมากหรือไม่ โดยมุ่งหาว่า ใครมีส่วนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์เขื่อนแตก และเบื้องต้นอัยการ เปิดเผยว่า จากผลการศึกษาเมื่อหลายสิบปีก่อนพบว่า เขื่อนทั้ง 2 แห่งที่สร้างในช่วงทศวรรษ 1970 มีประวัติเกิดรอยแตกและการทรุดตัว ที่อาจนำไปสู่การพังทลาย นอกจากนี้เงินซ่อมบำรุงเขื่อนราว 8 ล้านดอลลาร์ ถูกระงับเพียงไม่กี่เดือน หลังการปฏิวัติอาหรับสปริงเริ่มต้นขึ้นในประเทศช่วงต้นทศวรรษ 2010 จึงจะมีการตรวจสอบว่า ใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย