เนชั่นทีวี

Feature & Lifestyle

"วิ่งเปลี่ยนชีวิต" เปิดคัมภีร์สร้างสุขภาพดีสลัดโรคร้ายอย่างปลอดภัย

05 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

"วิ่งเปลี่ยนชีวิต" เปิดคัมภีร์สร้างสุขภาพดีสลัดโรคร้ายอย่างปลอดภัย

กรมควบคุมโรคแนะประชาชนทุกช่วงวัยออกกำลังกายด้วยการวิ่ง เพื่อห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พร้อมเปิดสถิติเตือนสติสายสปีดห้ามฝืนร่างกายช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย

การวิ่งและการมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ดูแลสุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ข้อมูลจากรายงานสุขภาพคนไทยระบุว่า มีประชาชนให้ความสนใจและเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 16 ล้านคน เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เริ่มต้นได้ง่ายและให้ผลลัพธ์ในการสร้างเสริมสมรรถภาพหัวใจ หลอดเลือด ช่วยควบคุมน้ำหนัก และลดความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทว่าภายใต้ประโยชน์อันมหาศาล หากขาดการเตรียมความพร้อมและการประเมินสภาพร่างกายอย่างถูกวิธี กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนี้ก็อาจแปรเปลี่ยนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน

ทางด้านกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงความห่วงใยและเดินหน้าส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยหันมาสร้างสุขภาพดีด้วยการวิ่งอย่างเหมาะสม ปลอดภัย ควบคู่กับการตระหนักรู้ถึงขีดจำกัดของร่างกายตนเอง เพื่อเป็นเกราะป้องกันกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตประชากรโลกในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก

"วิ่งเปลี่ยนชีวิต" เปิดคัมภีร์สร้างสุขภาพดีสลัดโรคร้ายอย่างปลอดภัย

ภัยเงียบจากการขยับกายน้อย และทางรอดด้วยเกณฑ์มาตรฐานสากล

สถานการณ์ทางสาธารณสุขในระดับโลกปัจจุบันน่ากังวลอย่างยิ่ง โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เปิดเผยข้อมูลประมาณการว่า การที่ประชากรมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอในชีวิตประจำวัน เป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรโลกสูงถึงร้อยละ 5.5 หรือคิดเป็นจำนวนราว 3.2 ล้านคนต่อปี เนื่องจากพฤติกรรมเนือยนิ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการก่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง

เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงดังกล่าว ทางองค์การอนามัยโลกจึงได้ให้คำแนะนำในการจัดสรรเวลาสำหรับกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมในแต่ละสัปดาห์ออกเป็น 2 รูปแบบ โดยในระดับปานกลาง ควรทำอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ผ่านกิจกรรม เช่น การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะๆ (Jogging) หรือการปั่นจักรยาน ซึ่งเป็นระดับที่ช่วยให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและมีเหงื่อซึม แต่ยังคงสามารถพูดคุยเป็นประโยคได้โดยไม่เหนื่อยหอบ และในระดับหนัก ควรทำอย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น การวิ่งมาราธอน หรือการเล่นกีฬาที่ใช้แรงค่อนข้างมากจนทำให้รู้สึกเหนื่อยหอบและไม่สามารถพูดสื่อสารเป็นประโยคยาวๆ ได้ ซึ่งการปฏิบัติตามเกณฑ์สากลนี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้แข็งแรงได้อย่างยั่งยืน

เปิดสถิติ "โค้งสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย" จุดเสี่ยงอันตรายของนักวิ่งสายสปีด

แม้ว่าการจัดกิจกรรมวิ่งในประเทศไทยจะมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยข้อมูลการจัดงานวิ่งทั่วประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 มีการจัดงานรวมกันมากถึง 5,858 งาน แต่จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรคกลับพบสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับอุบัติภัยในเส้นทางวิ่ง โดยพบผู้ประสบเหตุการณ์หมดสติหรือเสียชีวิตขณะวิ่งสะสมจำนวน 53 ราย ซึ่งในจำนวนนี้สามารถกู้ชีพและรอดชีวิตได้ 47 ราย และเสียชีวิต 6 ราย หรือคำนวณเป็นอัตราเฉลี่ยประมาณ 9 เหตุการณ์ ต่อการจัดงานวิ่งทุกๆ 1,000 งาน

หากเจาะลึกไปยังช่วงเวลาและระยะทางที่เกิดเหตุ ข้อมูลระเบียบสถิติมบ่งชี้ว่า เหตุการณ์หมดสติส่วนใหญ่ร้อยละ 32.1 มักจะเกิดขึ้นในระยะทางช่วงสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัย (Quarter 4) เนื่องจากเป็นช่วงที่นักวิ่งจำนวนมากพยายามเร่งความเร็วและสปีดฝีเท้าเพื่อทำเวลาให้ดีที่สุด นอกจากนี้ ระยะทางที่มีผู้เกิดเหตุมากที่สุดคือระยะฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 34.0 ของผู้ประสบเหตุทั้งหมด ซึ่งมากกว่า 9 ใน 10 รายเป็นเพศชาย และสัดส่วนที่พบหนาแน่นที่สุดอยู่ในกลุ่มช่วงอายุ 50-59 ปี โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้เกิดเหตุได้รับการวินิจฉัยในภายหลังว่าเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นโรคประจำตัวแฝงที่ไม่แสดงอาการเตือนชัดเจนในระยะแรกเริ่ม

สำหรับสถิติเฉพาะในช่วงปี พ.ศ. 2569 (ข้อมูลล่าสุดถึงเดือนพฤษภาคม) พบเหตุการณ์นักวิ่งหมดสติขณะแข่งขันจำนวน 3 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นเพศชาย ทว่าจากความพร้อมของมาตรการความปลอดภัยและระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินในงานวิ่งยุคปัจจุบัน ทำให้ผู้ประสบเหตุทุกรายได้รับความช่วยเหลือด้วยการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) อย่างทันท่วงทีภายในระยะเวลาทองคำ (Golden Hour) ไม่เกิน 4 นาที ส่งผลให้ผู้ป่วยทั้งหมดรอดชีวิตและไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในปีนี้

"วิ่งเปลี่ยนชีวิต" เปิดคัมภีร์สร้างสุขภาพดีสลัดโรคร้ายอย่างปลอดภัย

บัญญัติความปลอดภัยสำหรับนักวิ่ง: วินัยซ้อม ห้ามฝืน และประเมินโรค

เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันเหตุไม่คาดฝันในสนามวิ่ง กรมควบคุมโรคได้ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติแก่ประชาชนและนักวิ่งทุกคน โดยก่อนเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งระยะไกล ควรมีการเตรียมความพร้อมและปฏิบัติตามหลักการแพทย์อย่างเคร่งครัด ดังนี้

  • ประเมินและตรวจสุขภาพประจำปี: ประชาชนทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพและรับการประเมินสมรรถภาพจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการลงแข่งขันทุกครั้ง

  • ฝึกฝนอย่างเป็นระบบและไม่ฝืนร่างกาย: การลงแข่งขันในระยะทางต่างๆ ควรผ่านการฝึกซ้อมร่างกายมาอย่างเพียงพอตามระยะทางนั้นๆ และไม่ควรลงแข่งขันในระยะทางที่ไกลเกินกว่าที่ร่างกายเคยซ้อมเป็นประจำ นอกจากนี้ต้องใส่ใจการอบอุ่นร่างกาย (Warm-up) ก่อนวิ่ง และการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (Cool-down) หลังวิ่งทุกครั้ง

  • เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม: ก่อนวันแข่งขันต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และที่สำคัญที่สุดคือห้ามฝืนร่างกายโดยเด็ดขาดเมื่อตรวจพบอาการผิดปกติในขณะวิ่ง เช่น อาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจเหนื่อยหอบผิดปกติ มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือคล้ายจะหมดสติ โดยหากมีอาการเหล่านี้ให้หยุดพักทันทีและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่แพทย์ประจำสนามที่อยู่ใกล้ที่สุดโดยเร็ว

การเริ่มต้นสร้างสุขภาพที่ดีสามารถทำได้ง่ายๆ จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เริ่มต้นจากการเดิน การวิ่งเหยาะๆ หรือการเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการตระหนักถึงความปลอดภัยและการประเมินความพร้อมของร่างกาย ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดอัตราความสูญเสียจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่สังคมแห่งการมีสุขภาพที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน