เปิดสถิติ "โค้งสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย" จุดเสี่ยงอันตรายของนักวิ่งสายสปีด
แม้ว่าการจัดกิจกรรมวิ่งในประเทศไทยจะมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยข้อมูลการจัดงานวิ่งทั่วประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 มีการจัดงานรวมกันมากถึง 5,858 งาน แต่จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรคกลับพบสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับอุบัติภัยในเส้นทางวิ่ง โดยพบผู้ประสบเหตุการณ์หมดสติหรือเสียชีวิตขณะวิ่งสะสมจำนวน 53 ราย ซึ่งในจำนวนนี้สามารถกู้ชีพและรอดชีวิตได้ 47 ราย และเสียชีวิต 6 ราย หรือคำนวณเป็นอัตราเฉลี่ยประมาณ 9 เหตุการณ์ ต่อการจัดงานวิ่งทุกๆ 1,000 งาน
หากเจาะลึกไปยังช่วงเวลาและระยะทางที่เกิดเหตุ ข้อมูลระเบียบสถิติมบ่งชี้ว่า เหตุการณ์หมดสติส่วนใหญ่ร้อยละ 32.1 มักจะเกิดขึ้นในระยะทางช่วงสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัย (Quarter 4) เนื่องจากเป็นช่วงที่นักวิ่งจำนวนมากพยายามเร่งความเร็วและสปีดฝีเท้าเพื่อทำเวลาให้ดีที่สุด นอกจากนี้ ระยะทางที่มีผู้เกิดเหตุมากที่สุดคือระยะฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 34.0 ของผู้ประสบเหตุทั้งหมด ซึ่งมากกว่า 9 ใน 10 รายเป็นเพศชาย และสัดส่วนที่พบหนาแน่นที่สุดอยู่ในกลุ่มช่วงอายุ 50-59 ปี โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้เกิดเหตุได้รับการวินิจฉัยในภายหลังว่าเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นโรคประจำตัวแฝงที่ไม่แสดงอาการเตือนชัดเจนในระยะแรกเริ่ม
สำหรับสถิติเฉพาะในช่วงปี พ.ศ. 2569 (ข้อมูลล่าสุดถึงเดือนพฤษภาคม) พบเหตุการณ์นักวิ่งหมดสติขณะแข่งขันจำนวน 3 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นเพศชาย ทว่าจากความพร้อมของมาตรการความปลอดภัยและระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินในงานวิ่งยุคปัจจุบัน ทำให้ผู้ประสบเหตุทุกรายได้รับความช่วยเหลือด้วยการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) อย่างทันท่วงทีภายในระยะเวลาทองคำ (Golden Hour) ไม่เกิน 4 นาที ส่งผลให้ผู้ป่วยทั้งหมดรอดชีวิตและไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในปีนี้
บัญญัติความปลอดภัยสำหรับนักวิ่ง: วินัยซ้อม ห้ามฝืน และประเมินโรค
เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันเหตุไม่คาดฝันในสนามวิ่ง กรมควบคุมโรคได้ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติแก่ประชาชนและนักวิ่งทุกคน โดยก่อนเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งระยะไกล ควรมีการเตรียมความพร้อมและปฏิบัติตามหลักการแพทย์อย่างเคร่งครัด ดังนี้
-
ประเมินและตรวจสุขภาพประจำปี: ประชาชนทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพและรับการประเมินสมรรถภาพจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการลงแข่งขันทุกครั้ง
-
ฝึกฝนอย่างเป็นระบบและไม่ฝืนร่างกาย: การลงแข่งขันในระยะทางต่างๆ ควรผ่านการฝึกซ้อมร่างกายมาอย่างเพียงพอตามระยะทางนั้นๆ และไม่ควรลงแข่งขันในระยะทางที่ไกลเกินกว่าที่ร่างกายเคยซ้อมเป็นประจำ นอกจากนี้ต้องใส่ใจการอบอุ่นร่างกาย (Warm-up) ก่อนวิ่ง และการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (Cool-down) หลังวิ่งทุกครั้ง
-
เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม: ก่อนวันแข่งขันต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และที่สำคัญที่สุดคือห้ามฝืนร่างกายโดยเด็ดขาดเมื่อตรวจพบอาการผิดปกติในขณะวิ่ง เช่น อาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจเหนื่อยหอบผิดปกติ มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือคล้ายจะหมดสติ โดยหากมีอาการเหล่านี้ให้หยุดพักทันทีและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่แพทย์ประจำสนามที่อยู่ใกล้ที่สุดโดยเร็ว
การเริ่มต้นสร้างสุขภาพที่ดีสามารถทำได้ง่ายๆ จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เริ่มต้นจากการเดิน การวิ่งเหยาะๆ หรือการเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการตระหนักถึงความปลอดภัยและการประเมินความพร้อมของร่างกาย ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดอัตราความสูญเสียจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่สังคมแห่งการมีสุขภาพที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน