ปัสสาวะปนเลือดอย่าชะล่าใจ! สัญญาณเงียบ ‘มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ’
14 พ.ค. 2569

แพทย์เตือนอาการปัสสาวะปนเลือดแบบไม่ปวด คือสัญญาณอันตรายมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เผยคนไทยป่วยใหม่เฉลี่ยวันละ 7 ราย ชี้บุหรี่คือสาเหตุหลักอันดับหนึ่ง
Feature & Lifestyle
14 พ.ค. 2569

แพทย์เตือนอาการปัสสาวะปนเลือดแบบไม่ปวด คือสัญญาณอันตรายมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เผยคนไทยป่วยใหม่เฉลี่ยวันละ 7 ราย ชี้บุหรี่คือสาเหตุหลักอันดับหนึ่ง
หลายคนอาจเคยรู้สึกตกใจเมื่อพบว่า “ปัสสาวะปนเลือด” แม้อาการดังกล่าวอาจเกิดจากโรคทั่วไปอย่างการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ แต่แพทย์เตือนว่า อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ “มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ” ซึ่งถือเป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อย และหากตรวจพบช้าอาจส่งผลต่อโอกาสในการรักษา
Bladder Cancer เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของไทย โดยนายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ยวันละประมาณ 7 คน หรือราว 3,217 คนต่อปี และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงอย่างชัดเจน
อาการสำคัญที่ถือเป็น “สัญญาณเตือน” ของโรคนี้ คือ “ปัสสาวะปนเลือดโดยไม่มีอาการเจ็บปวด” ซึ่งพบได้ถึงร้อยละ 85 ของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หลายรายอาจมีเลือดปนออกมาเพียงชั่วคราว เป็น ๆ หาย ๆ จนเข้าใจว่าอาการหายแล้ว ทั้งที่โรคยังคงดำเนินอยู่ แม้ภายหลังจะตรวจปัสสาวะไม่พบความผิดปกติ ก็ไม่ควรชะล่าใจ และควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด
เรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ คือ “การสูบบุหรี่” ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยประมาณร้อยละ 30-40 ของทั้งหมด ผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไปประมาณ 2-3 เท่า เนื่องจากสารก่อมะเร็งจากควันบุหรี่จะถูกขับออกทางปัสสาวะ และสัมผัสกับเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะโดยตรงเป็นเวลานาน
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าสารบางชนิดในบุหรี่ไฟฟ้าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้เช่นกัน แม้งานวิจัยจะยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติม
ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมีบางประเภท มีความเสี่ยงสูงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่สัมผัสสารอโรมาติกเอมีน สีย้อมผ้า น้ำมัน หรือสารเคมีในอุตสาหกรรมเป็นประจำ เช่น
มะเร็งกระเพาะปัสสาวะมักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี โดยอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยอยู่ที่ประมาณ 73 ปี และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงราว 3-4 เท่า
อย่างไรก็ตาม แพทย์ชี้ว่า ผู้หญิงมักได้รับการวินิจฉัยล่าช้ากว่า เนื่องจากอาการปัสสาวะแสบขัดหรือปัสสาวะปนเลือด มักถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงกระเพาะปัสสาวะอักเสบทั่วไป ส่งผลให้เมื่อพบโรค มักอยู่ในระยะที่รุนแรงมากขึ้น
นอกจากนี้ ผู้ที่มีภาวะอักเสบเรื้อรังของกระเพาะปัสสาวะ เช่น การติดเชื้อซ้ำ ๆ มีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือจำเป็นต้องใส่สายสวนปัสสาวะเป็นเวลานาน ก็ถือเป็นอีกกลุ่มที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน
นายแพทย์จิรายุส ไมตรีสถิต แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์มะเร็งทางเดินปัสสาวะ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ อธิบายว่า การตรวจวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย เพื่อประเมินอาการและปัจจัยเสี่ยงร่วม
จากนั้นอาจมีการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่
การส่องกล้องจะใช้กล้องขนาดเล็กสอดผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปดูรอยโรคภายในกระเพาะปัสสาวะ หากพบเนื้องอก แพทย์สามารถตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้ทันที
หากผลตรวจยืนยันว่าเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ แพทย์จะพิจารณาแนวทางรักษาตามระยะของโรคและสภาพร่างกายของผู้ป่วย
แนวทางการรักษาที่ใช้บ่อย ได้แก่ การผ่าตัดส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะเพื่อขูดเนื้องอกออก หรือ TURBT ในกรณีที่โรคยังอยู่เฉพาะที่ ส่วนผู้ป่วยที่โรคลุกลาม อาจจำเป็นต้องผ่าตัดนำกระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมด ร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด เพื่อเพิ่มโอกาสการรักษาและการรอดชีวิต
ในบางรายที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ อาจใช้แนวทางรักษาแบบเก็บกระเพาะปัสสาวะไว้ โดยผสมผสานการขูดเนื้องอก การฉายรังสี และการให้ยาเคมีบำบัดร่วมกัน
แพทย์ย้ำว่า หากพบอาการปัสสาวะปนเลือด แม้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และไม่มีอาการเจ็บปวดร่วม ก็ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุโดยเร็ว เพราะการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยเพิ่มโอกาสรักษาให้หายขาดได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะการเลิกสูบบุหรี่ ถือเป็นวิธีสำคัญที่สุดในการลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ รวมถึงการดูแลสุขภาพทางเดินปัสสาวะ และสังเกตความผิดปกติของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ก็เป็นอีกแนวทางที่จะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้เช่นกัน
ข่าวล่าสุด