เนชั่นทีวี

Feature & Lifestyle

เตือน “โรคไต” ภัยเงียบใกล้ตัว ไม่แสดงอาการระยะแรก แนะสังเกตสัญญาณ–ปรับพฤติกรรมลดเสี่ยง

30 เม.ย. 2569

เตือน “โรคไต” ภัยเงียบใกล้ตัว ไม่แสดงอาการระยะแรก แนะสังเกตสัญญาณ–ปรับพฤติกรรมลดเสี่ยง

เตือน "โรคไต" ภัยเงียบไร้อาการในระยะแรก ชี้กลุ่มเสี่ยงเบาหวาน-ความดันสูง-ผู้สูงอายุ แนะปรับพฤติกรรมลดเค็ม-เลี่ยงยาแก้ปวด ก่อนลุกลามสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง

“โรคไต” ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทยที่ถูกมองข้าม แม้จะจัดอยู่ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พบได้บ่อย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ โรคนี้มักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเข้ารับการรักษาเมื่อโรคลุกลามไปมากแล้ว ส่งผลต่อโอกาสในการรักษาและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงออกมาเตือนให้ประชาชนตระหนักถึงภัยเงียบดังกล่าว พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพเป็นประจำ และการปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไต

 

โรคไต ภัยเงียบที่ค่อย ๆ คืบคลานโดยไม่รู้ตัว

นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคไตเป็นโรคที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมถึงผู้สูงอายุ และผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เร่งให้ไตเสื่อม ได้แก่ การรับประทานอาหารเค็มเป็นประจำ การสูบบุหรี่ และการใช้ยาแก้ปวดติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งล้วนส่งผลต่อการทำงานของไตโดยตรง

อย่างไรก็ตาม จุดที่ทำให้โรคไตอันตรายยิ่งขึ้น คือการที่ในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการผิดปกติ ผู้ป่วยจึงไม่รู้ตัวและไม่ได้เข้ารับการตรวจวินิจฉัย จนกระทั่งโรคพัฒนาไปสู่ระยะที่รุนแรงแล้ว

ด้วยเหตุนี้ ประชาชนจึงควรเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะการตรวจการทำงานของไต เพื่อให้สามารถค้นหาโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

ด้านนายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี ระบุว่า มีกลุ่มประชาชนที่ควรให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคไตเป็นพิเศษ ได้แก่

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

  • ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

  • ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง

  • ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

  • ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน

  • ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไต

กลุ่มดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตเสื่อมมากกว่าคนทั่วไป จึงควรได้รับการติดตามและตรวจการทำงานของไตอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนเข้าสู่ระยะรุนแรง

แม้ในระยะแรกโรคไตจะไม่แสดงอาการ แต่เมื่อเริ่มมีสัญญาณผิดปกติ มักหมายความว่าไตได้รับความเสียหายแล้ว อาการที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ตัวบวม เท้าบวม เหนื่อยง่าย ปัสสาวะผิดปกติ เช่น มีฟองมากหรือมีเลือดปน รวมถึงความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ยาก หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว

 

ปรับพฤติกรรม ลดเสี่ยง “ไตเสื่อม” ในระยะยาว

รศ.พญ.วรางคณา พิชัยวงศ์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี แนะนำว่า การดูแลสุขภาพไตสามารถเริ่มต้นได้จากการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนที่สุด

แนวทางสำคัญ ได้แก่ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดการบริโภคอาหารเค็ม อาหารไขมันสูง และอาหารหมักดอง ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดหรือยาสมุนไพรโดยไม่จำเป็น รวมถึงงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การปรับพฤติกรรมเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงของโรคไต แต่ยังช่วยป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้อีกด้วย

รู้จัก “ภาวะไตวาย” และแนวทางการรักษา

ภาวะไตวายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

  1. ภาวะไตวายเฉียบพลัน เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้น ๆ มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อรุนแรง การขาดน้ำ การใช้ยาบางชนิด หรือภาวะช็อก หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มีโอกาสที่การทำงานของไตจะฟื้นกลับมาเป็นปกติ

  2. ภาวะไตวายเรื้อรัง เกิดจากการเสื่อมของไตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว มักสัมพันธ์กับโรคประจำตัว เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อชะลอการเสื่อมของไต

สำหรับแนวทางการรักษา ขึ้นอยู่กับระยะของโรค โดยในระยะแรกสามารถควบคุมได้ด้วยการปรับพฤติกรรมสุขภาพ ควบคุมปัจจัยเสี่ยง และใช้ยาตามดุลยพินิจของแพทย์

แต่หากโรคดำเนินไปสู่ระยะสุดท้าย ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาทดแทนไต ได้แก่ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างไตทางช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไต ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยยืดอายุและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

 

อย่ารอให้มีอาการ ควรเริ่มดูแลตั้งแต่วันนี้

โรคไตอาจไม่แสดงสัญญาณเตือนในช่วงแรก แต่ผลกระทบที่ตามมาสามารถรุนแรงและยาวนาน การหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและชะลอความเสื่อมของไต

การใส่ใจสุขภาพตั้งแต่วันนี้ ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงของโรคไต แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวของทุกคน