svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Feature & Lifestyle

“ลมชักในเด็ก” โรคใกล้ตัวที่พ่อแม่ต้องรู้ เข้าใจเร็ว รักษาได้ ลดความเสี่ยงในอนาคต

26 มี.ค. 2569

กรมการแพทย์เผยโรคลมชักในเด็กไทยพบสูงถึง 1.7 แสนคน เตือนพ่อแม่สังเกตอาการเหม่อลอย-ผวา-ผงกหัว ย้ำรักษาส่วนใหญ่หายขาดได้

โรคลมชัก หรือ Epilepsy เป็นหนึ่งในโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยในเด็กไทย และไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด เพราะข้อมูลจากกรมการแพทย์ระบุว่า ในจำนวนผู้ป่วยโรคลมชักทั่วประเทศประมาณ 500,000 คน มีเด็กเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 หรือราว 170,000 คน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า “โรคลมชักในเด็ก” คือประเด็นสุขภาพที่ควรได้รับความเข้าใจอย่างจริงจังจากพ่อแม่และสังคม

วัยเด็กคือช่วงเวลาสำคัญของการเรียนรู้และพัฒนาการทั้งทางร่างกาย สมอง และอารมณ์ แต่โรคลมชักสามารถเข้ามาขัดขวางโอกาสเหล่านี้ได้โดยตรง อาการชักที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันไม่เพียงกระทบต่อสมอง แต่ยังเสี่ยงต่ออุบัติเหตุรุนแรง เช่น หกล้ม ศีรษะกระแทก หรือแม้กระทั่งจมน้ำ หากเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย

สาเหตุของโรคลมชักในเด็ก

สาเหตุของโรคลมชักในเด็กมีความหลากหลาย และแตกต่างกันในแต่ละราย เช่น ความผิดปกติของสมองตั้งแต่กำเนิด ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ การได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ เนื้องอกในสมอง ปัจจัยทางพันธุกรรม รวมถึงโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย แพทย์อาจไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ และที่สำคัญคือ สาเหตุส่วนใหญ่ไม่สามารถป้องกันได้โดยตรง ทำให้แนวทางการรักษามุ่งเน้นไปที่ “การควบคุมอาการชัก” เป็นหลัก

 

อาการที่พ่อแม่ควรสังเกต

สิ่งที่หลายคนอาจเข้าใจผิดคือ โรคลมชักไม่ได้แสดงออกแค่การชักเกร็งทั้งร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีอาการในรูปแบบอื่นที่สังเกตได้ยาก เช่น เหม่อลอย สูญเสียการรับรู้ชั่วขณะ ไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบตัว หรือมีพฤติกรรมแปลกไปในช่วงเวลาสั้น ๆ อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและหายไปเอง ทำให้พ่อแม่บางคนอาจมองข้ามไปโดยไม่รู้ตัว

เด็กบางรายอาจแสดงสัญญาณเตือนในชีวิตประจำวัน เช่น สะดุ้งบ่อย ผงกศีรษะโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีพฤติกรรมคล้าย “หลุดโฟกัส” เป็นช่วง ๆ หากพบความผิดปกติเหล่านี้ การพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะยิ่งวินิจฉัยเร็ว โอกาสในการควบคุมโรคก็ยิ่งสูง

ผลกระทบต่อชีวิตเด็กในระยะยาว

ผลกระทบของโรคลมชักไม่ได้หยุดอยู่แค่ทางร่างกาย แต่ยังลุกลามไปถึงพัฒนาการด้านอื่น ๆ ของเด็ก ทั้งการเรียนรู้ สมาธิ และพฤติกรรมทางอารมณ์ เด็กบางคนอาจเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล หรือความรู้สึกแตกต่างจากเพื่อน ขณะเดียวกัน สังคมเองก็ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้อยู่ไม่น้อย ส่งผลให้เด็กบางคนถูกจำกัดโอกาสทางการศึกษา หรือถูกตีตราโดยไม่จำเป็น

 

แนวทางการรักษาและโอกาสหาย

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ เด็กที่เป็นโรคลมชัก “สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ” หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยากันชัก และมีโอกาสหายขาดได้ในบางราย ขณะที่ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยเด็กอาจมีภาวะดื้อยา ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาการรักษาด้วยวิธีอื่น เช่น การผ่าตัด

หัวใจสำคัญของการดูแลโรคลมชักในเด็กจึงไม่ใช่แค่การรักษาทางการแพทย์ แต่รวมถึง “ความเข้าใจ” จากครอบครัว โรงเรียน และสังคมรอบข้าง การเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ เติบโต และใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ คือสิ่งที่ช่วยลดผลกระทบในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

โรคลมชักอาจเป็นโรคที่ควบคุมได้ยากในบางกรณี แต่สิ่งที่ควบคุมได้เสมอคือ “โอกาส” และ “ความเข้าใจ” หากสังคมเปิดใจเรียนรู้มากขึ้น เด็กที่มีภาวะนี้ก็จะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และยังคงมีสิทธิ์เติบโตไปสู่อนาคตที่พวกเขาคู่ควรไม่ต่างจากใครคนอื่น