"นักเจียระไนนักเตะ" และการเสริมเขี้ยวเล็บในทีมสตาฟฟ์
จุดเด่นที่สุดของคาร์ริคคือทักษะการพัฒนาศักยภาพรายบุคคล (Player Development) เห็นได้จากผลงานที่มิดเดิลสโบรห์ซึ่งเขาสามารถเปลี่ยน ชูบา อัคปอม จากกองหน้าจอมพเนจรให้กลายเป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีมาแล้ว คาร์ริคมีความสามารถพิเศษในการสื่อสารกับนักเตะด้วยความเข้าใจแบบ "พี่สอนน้อง" แต่แฝงด้วยความเฉียบคมทางแท็กติก
สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่เต็มไปด้วยนักเตะพรสวรรค์แต่ขาดการดึงศักยภาพสูงสุด นี่คือคุณสมบัติที่มีค่ามหาศาล
และเพื่อให้งานนี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น คาร์ริคได้ดึง สตีฟ ฮอลแลนด์ อดีตมือขวาทีมชาติอังกฤษที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์คู่แข่งมาร่วมงาน เพื่ออุดช่องโหว่ด้านการแก้เกมระหว่างการแข่งขัน (In-game Management) ที่เคยเป็นจุดอ่อนของเขา
"ไมเคิลฉลาดพอที่จะรู้ว่าเขาต้องการอะไรมาเติมเต็ม การได้สตีฟ ฮอลแลนด์ มาร่วมงานคือการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งประสบการณ์ในระดับสูงและความละเอียดในแท็กติก ซึ่งจะช่วยลดภาระให้ไมเคิลได้โฟกัสกับการฝึกซ้อมในสนาม" แกรี่ เนวิลล์ อดีตเพื่อนร่วมทีมให้ทัศนะ
ความท้าทาย: 17 นัดชี้ชะตาอนาคต
ภารกิจของคาร์ริคคือการ "กู้ชีพ" เพื่อเป้าหมายเดียวคือตั๋วแชมเปียนส์ลีก แม้จะได้รับคำชมเรื่องความเยือกเย็น แต่เขายังต้องเผชิญกับข้อกังขาเรื่อง "ความดุดัน" และบุคลิกที่ดูสุภาพเกินไป ซึ่ง รอย คีน ตำนานรุ่นพี่เคยตั้งข้อสังเกตว่า "เขาเป็นคนดี แต่นี่คือยูไนเต็ด คุณต้องการคนที่กล้าตะคอกใส่หน้าใครบางคนเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามแผน"
และต้องไม่ลืมว่า บริบทของแมนฯ ยูไนเต็ด ปัจจุบัน ไม่เปิดโอกาสให้ใครมาทดลองยาว ภารกิจของคาร์ริคคือการพาทีมกลับสู่ระบบกองหลัง 4 คน ปลดล็อก บรูโน แฟร์นันด์ส ในบทบาทหมายเลข 10 และสร้างแกนกลางที่มั่นคงโดยมี ค็อบบี้ เมนู เป็นศูนย์กลางแห่งอนาคต แต่เขาจะไม่ได้รับอำนาจเต็มในตลาดนักเตะ นั่นตอกย้ำว่าเขาถูกดึงมาเพื่อ “โค้ช” ไม่ใช่ “ผู้จัดการทีมแบบเบ็ดเสร็จ”
-----
ไมเคิล คาร์ริค อาจไม่ใช่กุนซือที่จะเปลี่ยนโลกฟุตบอล แต่ในช่วงเวลาที่แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องการความนิ่ง ความชัดเจน และคนที่เข้าใจสโมสรจากภายใน เขาคือคำตอบที่สมเหตุสมผลที่สุด
อีก 17 นัดจากนี้ จะเป็นเครื่องตัดสินว่าเขาคือเพียง “ตัวคั่นเวลา” หรือจะก้าวขึ้นมาเป็นมากกว่านั้น เช่นเดียวกับที่เขาเคยค่อย ๆ เติบโตจากกองกลางเงียบ ๆ สู่หัวใจของความสำเร็จในอดีต