svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Exclusive

"ไมเคิล คาร์ริค" จิ๊กซอว์สุดท้ายของ INEOS: เจาะลึกแท็กติก และภารกิจ "ปลุก DNA ปีศาจแดง"

14 ม.ค. 2569

เจาะลึกบทวิเคราะห์ 17 นัดชี้ชะตา เมื่อ "ไมเคิล คาร์ริค" กลับมากู้วิกฤตแมนยูในปี 2026 เปิดเบื้องหลังการเลือกของกลุ่ม INEOS, แท็กติกการครองบอลที่เน้นความนิ่ง และบทสัมภาษณ์คนวงในที่ชี้ให้เห็นว่าทำไมเขาถึงเป็น "นักเจียระไนนักเตะ" ที่ทีมต้องการที่สุดในเวลานี้

เจาะลึกบทวิเคราะห์ 17 นัดชี้ชะตา เมื่อ "ไมเคิล คาร์ริค" กลับมากู้วิกฤตแมนยูในปี 2026 เปิดเบื้องหลังการเลือกของกลุ่ม INEOS, แท็กติกการครองบอลที่เน้นความนิ่ง และบทสัมภาษณ์คนวงในที่ชี้ให้เห็นว่าทำไมเขาถึงเป็น "นักเจียระไนนักเตะ" ที่ทีมต้องการที่สุดในเวลานี้

KEY

POINTS

  • INEOS แต่งตั้ง ไมเคิล คาร์ริค เพราะเป็นตัวเลือกที่เข้าใจโครงสร้างสโมสรและเน้นการลงมือสอนภาคปฏิบัติ (Hands-on Coaching) เพื่อปลุกดีเอ็นเอของทีม
  • ปรัชญาการทำทีมของคาร์ริคเน้นความสมดุลและยืดหยุ่น โดยใช้ระบบ 4-2-3-1 ที่เน้นการครองบอลเพื่อควบคุมเกม ซึ่งเคยประสบความสำเร็จมาแล้วกับมิดเดิลสโบรห์
  • คาร์ริคมีจุดเด่นด้านการพัฒนาศักยภาพนักเตะรายบุคคล และได้ดึง สตีฟ ฮอลแลนด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านแท็กติกมาเสริมทีมสตาฟฟ์เพื่อช่วยในการแก้เกม
  • ภารกิจเร่งด่วนคือการพาทีมคว้าโควต้าแชมเปียนส์ลีก โดยบทบาทของเขาจะเน้นไปที่การเป็น "โค้ช" เพื่อพัฒนานักเตะในสนาม ไม่ใช่ผู้จัดการทีมที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ

ภายหลังความพ่ายแพ้ซ้ำซากและความขัดแย้งกับบอร์ดบริหารจนนำไปสู่การแยกทางกับ รูเบน อโมริม กลุ่มผู้บริหาร INEOS นำโดย เจสัน วิลค็อกซ์ และโอมาร์ เบร์ราด้า ได้ทำการบ้านอย่างหนักก่อนจะตัดสินใจเลือกทิศทางที่ "ปลอดภัยแต่ทรงพลัง" ด้วยการแต่งตั้ง ไมเคิล คาร์ริค อดีตกัปตันทีมผู้เงียบขรึมให้กลับมาคุมทีมจนจบฤดูกาล 2025-26

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการดึงศิษย์เก่ากลับบ้านเพื่อเอาใจแฟนบอล แต่เป็นการวางเดิมพันกับแนวทาง "Hands-on Coaching" หรือการลงมือสอนภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น เพื่อเยียวยาวิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้น

"เราไม่ได้ต้องการแค่ใครสักคนมาคุมทีมขัดตาทัพ แต่เราต้องการคนที่เข้าใจโครงสร้างสโมสรและรู้วิธีดึงศักยภาพนักเตะออกมาในทันที ไมเคิลมีสิ่งนั้น เขามีความสงบที่หาได้ยากในโลกฟุตบอลสมัยใหม่" เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการฟุตบอลของทีมกล่าวถึงการเลือกครั้งนี้

คาร์ริคในวัย 44 ปี พกประสบการณ์คุมมิดเดิลสโบรห์กว่า 136 นัด พร้อมอัตราการชนะที่น่าประทับใจ เขารู้ดีว่าความกดดันในโรงละครแห่งความฝันเป็นอย่างไร ซึ่งตัวเขาเองได้ให้สัมภาษณ์ในวันรับตำแหน่งว่า "ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อเปลี่ยนประวัติศาสตร์ในข้ามคืน แต่ผมมาเพื่อให้แน่ใจว่านักเตะทุกคนรู้ว่าการสวมเสื้อตัวนี้มีความหมายอย่างไร"

"ไมเคิล คาร์ริค" จิ๊กซอว์สุดท้ายของ INEOS: เจาะลึกแท็กติก และภารกิจ "ปลุก DNA ปีศาจแดง"

จากกองกลางตัวคุมจังหวะ สู่โค้ชที่เชื่อในสมดุล

ตลอด 12 ปีในสีเสื้อปีศาจแดง ไมเคิล คาร์ริค ลงเล่นมากกว่า 460 นัด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย และยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 1 สมัย เขาไม่ใช่นักเตะที่โดดเด่นด้วยภาพจำหวือหวา แต่คือ “สมองของทีม” ผู้ควบคุมจังหวะเกม อ่านสถานการณ์ และรักษาสมดุลในช่วงเวลาคับขัน

เส้นทางโค้ชของคาร์ริคเริ่มต้นทันทีหลังแขวนสตั๊ดในปี 2018 ภายใต้การดูแลของโชเซ่ มูรินโญ่ ผู้มอบ “นกหวีดและยาแก้ปวด” เป็นสัญลักษณ์ของความรับผิดชอบอันหนักหน่วง จากนั้นเขาได้ทำงานร่วมกับโอเล กุนนาร์ โซลชา ซึ่งมีปรัชญาฟุตบอลอีกขั้วหนึ่งโดยสิ้นเชิง

การซึมซับทั้งฟุตบอลเชิงวินัยของมูรินโญ่ และเกมรุกเชิงอารมณ์ของโซลชา ทำให้คาร์ริคพัฒนาเป็นโค้ชที่มี “จุดยืนชัด แต่ไม่แข็งทื่อ” ฟุตบอลของคาร์ริคไม่สุดโต่ง ไม่ยึดติดกับอุดมการณ์ตายตัว แต่เน้นการอ่านเกม ปรับตามบริบท และเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละสถานการณ์

“Middlecelona” ห้องทดลองแท็กติกที่มิดเดิลสโบรห์

การคุมมิดเดิลสโบรห์ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2022 คือบทพิสูจน์ความสามารถที่แท้จริง คาร์ริครับงานในช่วงที่ทีมรั้งอันดับ 21 ก่อนพาทีมกลับมาลุ้นเพลย์ออฟภายในฤดูกาลเดียว ฟุตบอลของเขาถูกขนานนามว่า “Middlecelona” จากการผสมผสานระหว่างการครองบอลอย่างอดทน กับการโจมตีที่รวดเร็วและตรงจุด

ระบบหลักคือ 4-2-3-1 ซึ่งสามารถแปรรูปเป็น 3-2-5 หรือ 3-3-4 ได้อย่างยืดหยุ่น ฟูลแบ็กขวาหุบเข้าใน กองกลางคุมจังหวะ ขณะที่ปีกและหมายเลข 10 ทำงานใน half-space อย่างมีระบบ นี่ไม่ใช่การครองบอลเพื่อความสวยงาม แต่คือการครองบอลเพื่อ “ควบคุมเกม”

"ไมเคิล คาร์ริค" จิ๊กซอว์สุดท้ายของ INEOS: เจาะลึกแท็กติก และภารกิจ "ปลุก DNA ปีศาจแดง"

"นักเจียระไนนักเตะ" และการเสริมเขี้ยวเล็บในทีมสตาฟฟ์

จุดเด่นที่สุดของคาร์ริคคือทักษะการพัฒนาศักยภาพรายบุคคล (Player Development) เห็นได้จากผลงานที่มิดเดิลสโบรห์ซึ่งเขาสามารถเปลี่ยน ชูบา อัคปอม จากกองหน้าจอมพเนจรให้กลายเป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีมาแล้ว คาร์ริคมีความสามารถพิเศษในการสื่อสารกับนักเตะด้วยความเข้าใจแบบ "พี่สอนน้อง" แต่แฝงด้วยความเฉียบคมทางแท็กติก

สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่เต็มไปด้วยนักเตะพรสวรรค์แต่ขาดการดึงศักยภาพสูงสุด นี่คือคุณสมบัติที่มีค่ามหาศาล

และเพื่อให้งานนี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น คาร์ริคได้ดึง สตีฟ ฮอลแลนด์ อดีตมือขวาทีมชาติอังกฤษที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์คู่แข่งมาร่วมงาน เพื่ออุดช่องโหว่ด้านการแก้เกมระหว่างการแข่งขัน (In-game Management) ที่เคยเป็นจุดอ่อนของเขา

"ไมเคิลฉลาดพอที่จะรู้ว่าเขาต้องการอะไรมาเติมเต็ม การได้สตีฟ ฮอลแลนด์ มาร่วมงานคือการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งประสบการณ์ในระดับสูงและความละเอียดในแท็กติก ซึ่งจะช่วยลดภาระให้ไมเคิลได้โฟกัสกับการฝึกซ้อมในสนาม" แกรี่ เนวิลล์ อดีตเพื่อนร่วมทีมให้ทัศนะ

ความท้าทาย: 17 นัดชี้ชะตาอนาคต

ภารกิจของคาร์ริคคือการ "กู้ชีพ" เพื่อเป้าหมายเดียวคือตั๋วแชมเปียนส์ลีก แม้จะได้รับคำชมเรื่องความเยือกเย็น แต่เขายังต้องเผชิญกับข้อกังขาเรื่อง "ความดุดัน" และบุคลิกที่ดูสุภาพเกินไป ซึ่ง รอย คีน ตำนานรุ่นพี่เคยตั้งข้อสังเกตว่า "เขาเป็นคนดี แต่นี่คือยูไนเต็ด คุณต้องการคนที่กล้าตะคอกใส่หน้าใครบางคนเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามแผน"

และต้องไม่ลืมว่า บริบทของแมนฯ ยูไนเต็ด ปัจจุบัน ไม่เปิดโอกาสให้ใครมาทดลองยาว ภารกิจของคาร์ริคคือการพาทีมกลับสู่ระบบกองหลัง 4 คน ปลดล็อก บรูโน แฟร์นันด์ส ในบทบาทหมายเลข 10 และสร้างแกนกลางที่มั่นคงโดยมี ค็อบบี้ เมนู เป็นศูนย์กลางแห่งอนาคต แต่เขาจะไม่ได้รับอำนาจเต็มในตลาดนักเตะ นั่นตอกย้ำว่าเขาถูกดึงมาเพื่อ “โค้ช” ไม่ใช่ “ผู้จัดการทีมแบบเบ็ดเสร็จ”

-----

ไมเคิล คาร์ริค อาจไม่ใช่กุนซือที่จะเปลี่ยนโลกฟุตบอล แต่ในช่วงเวลาที่แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องการความนิ่ง ความชัดเจน และคนที่เข้าใจสโมสรจากภายใน เขาคือคำตอบที่สมเหตุสมผลที่สุด

อีก 17 นัดจากนี้ จะเป็นเครื่องตัดสินว่าเขาคือเพียง “ตัวคั่นเวลา” หรือจะก้าวขึ้นมาเป็นมากกว่านั้น เช่นเดียวกับที่เขาเคยค่อย ๆ เติบโตจากกองกลางเงียบ ๆ สู่หัวใจของความสำเร็จในอดีต