อาจารย์สติธร ให้เหตุผลว่า เหมือนสุพรรณบุรีมีสถานะพิเศษจากบารมีของท่านบรรหาร ศิลปอาชา ทำให้นักการเมืองต่างพรรคให้ความเคารพ ในทำนองว่า เมื่อลงทำศึกเลือกตั้ง ก็ขอเว้นไว้สักจังหวัดที่สุพรรณบุรี
“รอบนี้ต้องบอกว่าเริ่มเกิดความท้าทายขึ้นเรื่อยๆ หมายความว่า การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 พรรคอื่นๆ เริ่มรู้สึกว่า โอเคเก็บพรรคชาติไทยพัฒนาไว้ที่สุพรรณ 5-6 เขต ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไร คือเขาได้มาจำนวนเท่าไหร่ สุดท้ายเดี๋ยวเขาก็พร้อมที่จะมาร่วมรัฐบาลกันอยู่แล้วไม่มีปัญหา แต่คราวนี้ พอไปดูผลเลือกตั้ง ไส้ในของสุพรรณบุรี ในฐานะพรรคชาติไทยพัฒนา แม้ชนะได้ทุกเขตก็จริง แต่ว่าคะแนนคู่แข่งตามมาลำดับสอง ชักหายใจลดต้นคอขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือกระแสพรรคก้าวไกลตอนนั้น หนักไปกว่านั้น ไปดูคะแนนบัญชีรายชื่อแพ้ก้าวไกลทุกเขต”
“หมายความว่า แบรนด์ชาติไทยพัฒนาไม่ได้แข็งแรง ขนาดที่จะเป็นตัวทำให้พรรคได้กระแสจากคนสุพรรณในการที่จะต้องเลือกทั้งคนและพรรคคราวเดียวกัน คือ คนเขาอาจจะโอเคตระกูลนี้อยู่กันมานานผูกพันกันมา ทำประโยชน์ให้กับจังหวัดก็เลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขต แต่บัญชีรายชื่อขอทำตามใจตัวเองหน่อย จึงเกิดปรากฏการณ์แบบนี้ ขึ้นที่สุพรรณ”
นั่นคือสิ่งที่พรรคชาติไทยประเมินแล้ว หากยังดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแบบนี้ต่อไป จะเกิดความเสี่ยงในการเลือกตั้งปี 2569 จึงต้องปรับตัวไปตามสถานการณ์
ดร.สติธร บอกว่า วันนี้ การตัดสินใจมาจับมือกับภูมิใจไทย ด้วยเหตุปัจจัยสำคัญสองประการ
1.โดยสภาวะแวดล้อม หมายความว่า มองซ้ายมองขวาคนในภูมิใจไทย ล้วนเป็นศิษย์เก่าทั้งนั้น ทั้งเคยอยู่พรรคชาติไทย ตั้งแต่ยุคคุณบรรหาร ถ้าเราจะมาอยู่ด้วยกันก็คนกันเอง ไม่ได้แปลกแยกอะไร
2. การสวมเสื้อภูมิใจไทยในสนามเลือกตั้งรอบนี้ ไปในฐานะความเป็นพรรครัฐบาล ถึงแม้ว่าคนของตัวเองไม่ได้เป็นรัฐมนตรี แต่คนของพรรคหรือเป็นรัฐมนตรีเต็มไปหมด ถ้าจะเชื่อมโยงกันว่า เอานโยบายพรรค นโยบายชาติจะมาจับมือช่วยเหลือเกื้อกูลกับการเมืองท้องถิ่นของในจังหวัด แล้ววันนี้ตัวบุคคลในระดับเขตก็ย้ายมารวมแล้วด้วย
แปลว่า กำลังเป็นว่าที่รัฐมนตรีแล้ว เพราะวันนี้สวมเสื้อสีน้ำเงิน ถ้าได้เป็นรัฐบาลก็ได้เป็นรัฐมนตรีแน่ จะกี่เก้าอี้ค่อยว่ากัน แปลว่า โมเดลที่เคยผูกการเมืองชาติ การเมืองท้องถิ่นยังขายได้ต่อในสนามเลือกตั้ง จะไปลดโอกาสในการที่จะไปสู้กับกระแสเพียวๆ ได้ เพียงแต่เปลี่ยนสีเสื้อเท่านั้น
“ดร.สติธร” ทิ้งท้ายว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ถือว่ามีเดิมพันสูง ระหว่างพรรคการเมืองขนาดใหญ่ สีส้ม สีน้ำเงิน สีแดง ท่ามกลางคำถาม แล้วบรรดาบ้านใหญ่ในพรรคขนาดเล็กจะไปต่ออย่างไร
"วันนี้ การเมืองบ้านใหญ่ ถ้าไม่ปรับตัวเลยจะลำบาก ในสนามที่แข่งกัน ยิ่งเลือกตั้งครั้งนี้ เดิมพันจะสูงขึ้นไปอีก วันนี้แทบจะเรียกได้ว่าสีส้มจะแข่งกับพลังสีน้ำเงินแน่ แล้วพลังเล็กๆ อย่างสีชมพูจะอยู่ตรงไหนในสนามแบบนี้ แม้จะมีพรรคที่อาจจะเว้นวรรคไว้ให้ ในกลุ่มจากทางฝ่ายสีน้ำเงิน สีแดง เพราะเคยผูกพันกันมากับตระกูลศิลปอาชา แต่สีส้มเขาไม่เว้นให้แน่ เขาลุยเต็มที่ "