ภาษีสหรัฐ 19% ไทยสอบตกเจรจา ทุบส่งออก 2.3 ล้านล้าน
21 ก.ย. 2569 | thunchanok_kul

"ทูตพิศาล" ซัดรัฐบาลเจรจาภาษีล้มเหลว เดินไม่เป็น แค่ถูกเก็บภาษีสูงกว่า 12.5% ถือว่าสอบตกแล้ว ทำสินค้าไทยหมดหนทางแข่งขันในตลาดสำคัญที่สุดของโลก
Exclusive
21 ก.ย. 2569 | thunchanok_kul

"ทูตพิศาล" ซัดรัฐบาลเจรจาภาษีล้มเหลว เดินไม่เป็น แค่ถูกเก็บภาษีสูงกว่า 12.5% ถือว่าสอบตกแล้ว ทำสินค้าไทยหมดหนทางแข่งขันในตลาดสำคัญที่สุดของโลก
KEY
POINTS
21 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชน แถลงผลการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 13 โดยหนึ่งในวาระสำคัญเป็นการแถลงโดย พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐอเมริกา (ART)
"พิศาล" ระบุว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ อยู่ระหว่างดำเนินมาตรการภายใต้มาตรา 301 ที่เกี่ยวข้องกับไทยใน 2 ประเด็น ได้แก่ การนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ และปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ขณะที่รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างผลักดันการเจรจาความตกลง ART โดยกระทรวงพาณิชย์ระบุเมื่อต้นเดือนกันยายนว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นทางเทคนิคอย่างต่อเนื่องเพื่อหาข้อสรุป
หากผลการเจรจาทำให้สินค้าส่งออกของไทยเผชิญภาษีสูงกว่าร้อยละ 12.5 ครม.เงา จะถือว่ารัฐบาลสอบตกในการเจรจาครั้งนี้ เนื่องจากจะทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
"ถ้าปิดดีลที่ 19% ตามข่าว ก็ต้องถามรัฐบาลว่า จะเป็นดีลที่ดีที่สุดกับไทยได้อย่างไร เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งไทยที่ถูกเก็บไม่เกิน 12.5% อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา 10% และ เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ 12.5%"
"พิศาล" ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับ "เนชั่นออนไลน์" ว่า สำหรับคนที่รู้จักกลไกใน "วอชิงตัน" การไปคุยกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR หน่วยงานเดียวไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็น นาย Jamieson Greer ที่วอชิงตัน หรือ นาย Rick Switzer ที่กรุงมะนิลา เราจะ “เสร็จเขา “ เพราะ ต้องไปเล่นเกมที่ USTR กำหนดไว้ ที่เขาชำนาญ และ USTR ไม่สนใจมิติภูมิรัฐศาสตร์ที่ควรเป็นไพ่ใบสำคัญของไทยในการเจรจาต่อรอง
"พิศาล" กล่าวต่อไปว่า สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย โดยในปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 2.37 ล้านล้านบาท ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าการค้ากับสหรัฐฯ เชื่อมโยงกับการจ้างงานในประเทศไทยกว่า 400,000 ตำแหน่ง ตนจึงเสนอแนวทางต่อรัฐบาล 3 ประการ หากนายกรัฐมนตรีมีโอกาสหารือกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แก่
1. นายกรัฐมนตรีควรอธิบายกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยตรง ว่าไทยต้องการเวลาในการปรับโครงสร้างการค้า โดยรัฐบาลไทยควรตรวจสอบรายการสินค้าและบังคับใช้กฎหมายกับธุรกิจสีเทา โรงงานสีเทา และการสวมสิทธิสินค้าที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ รวมถึงจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติ เพื่อสร้างหลักประกันว่าสินค้าที่ส่งออกจากไทยปราศจากการใช้แรงงานบังคับ
การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยตอบโจทย์ข้อกังวลของสหรัฐฯ โดยตรง โดยเฉพาะการสอบสวนตามมาตรา 301 เรื่องสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีที่แตกต่างกันตามมาตรการของประเทศคู่ค้าในการห้ามนำเข้าสินค้าประเภทดังกล่าว
2. ไทยควรยืนยันว่าจะสนับสนุนการลงทุนของบริษัทไทยที่สร้างการจ้างงานในสหรัฐฯ ต่อไป พร้อมขอให้ประธานาธิบดีทรัมป์สนับสนุนให้บริษัทสหรัฐฯ พิจารณาย้ายการลงทุนจากประเทศอื่นในภูมิภาคมายังประเทศไทย โดยใช้สถานะความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและการเป็นพันธมิตรระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจา จุดนี้เป็นไพ่ที่ไทยควรนำมาใช้ เนื่องจากการเจรจาไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงตัวเลขดุลการค้าและอัตราภาษี แต่ควรเชื่อมโยงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศด้วย
3. นายกรัฐมนตรีควรหาโอกาสเชิญประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางเยือนไทยเมื่อมีการเดินทางมายังภูมิภาค พร้อมสร้างช่องทางความสัมพันธ์กับบุคคลที่สามารถเข้าถึงฝ่ายบริหารสหรัฐฯ และใช้การทูตในระดับผู้นำเพื่อสนับสนุนการเจรจา
"พิศาล" กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ "เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ควรใช้โอกาสการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่กรุงเทพฯ สร้างความสัมพันธ์กับ สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพราะความสัมพันธ์ในระดับบุคคลสามารถเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการรักษาผลประโยชน์ของไทยในการติดต่อกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะต่อไปได้
“รัฐบาลจำเป็นต้องรู้ว่าไทยมีเครื่องมือต่อรองอะไร และควรใช้เครื่องมือเหล่านั้นกับใคร ไม่ใช่แค่ รมว.คลัง สหรัฐฯ แต่เชิญสามีเขาด้วย คือ นาย John Freeman เป็นแขกพิเศษของนายก ในโอกาสที่เขาจะมาประชุม WBG IMF ที่กรุงเทพฯ เดือนหน้า จัดกำหนดการที่เขาและสามีสนใจ ไทยเรามีจุดเด่นในการให้ความเสมอภาคทางเพศ ทั้งคู่ชอบบูรณะ รักษา ตกแต่ง บ้าน คฤหาสน์ เก่าๆ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ควรสั่งทูตไทยที่วอชิงตันกลับมาประกบเพื่อไปใช้ประโยชน์จากคอนเนคชั่นสำคัญนี้"
"พิศาล" สรุปทิ้งท้ายว่า รัฐบาลเดินไม่เป็น จะสอบตกเรื่องการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบคู่แข่งในตลาดที่สำคัญที่สุดของโลก และการทูตไทยก็ยังคงไม่มีพลังอะไรต่อไป