เขารวยแล้วสิตอนนี้?
อุ๊บ : "ไม่รวยนะ เขามีหนี้สินเป็นล้าน เพราะบ้าน รถ หนี้ธ.ก.ส. รถที่ใช้เหลือ 4-5 แสน หนี้ธ.ก.ส. ก็เกือบล้าน วันนี้ยังไม่รวย"
พอเกิดกระแสแบนลุงพล กระทบอะไรมั้ย?
อุ๊บ : "ลูกค้าก็ชะลอการตัดสินใจ จริงๆ ต้องนัดกันจิวเวลรี่ 10 โมงเช้าก็แคนเซิลกะทันหัน อีก 4-5 งานมา ก็เครียดเหมือนกัน เขาอาจไม่สบายใจที่เกิดข่าวแบบนี้ พี่ก็อธิบายให้เขาฟังว่าโอเค พร้อมเมื่อไหร่ ค่อยมาคุยกัน เขายังไม่ใช่คนร้ายนะ ข่าวที่ออกไปอาจมีคนหมั่นไส้ อิจฉา เอาไปเปรียบเทียบกับบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ซึ่งลุงพลเขาก็บอกแล้วว่าเขาไม่ใช่ฮีโร่ คนที่เกิดความรักให้เขา เขาก็รับ เพราะเขาไม่มีงาน ต้องกินต้องใช้"
อยากบอกอะไรคนแบนลุงพล?
อุ๊บ : "อยากให้เปิดใจให้กว้าง เขายังไม่ใช่ผู้ร้าย ช่วงที่เขาเจอมรสุมชีวิตเกือบเสียสติ เกือบฆ่าตัวตาย ไม่มีใครสนใจเขาเลย ณ วันนี้มีคนสงสารพร้อมช่วยเหลือ นั่นเป็นสิทธิคนช่วยเหลือ ก็ควรเห็นดีเห็นงามกับเขา ไม่ใช่ไปอิจฉาริษยาเขา ตัวเขาก็มีสิ่งที่ดี"
คนวิจารณ์ว่าเอากระแสหลานตัวเองที่เสียชีวิตมาหากิน?
อุ๊บ : "ไม่เกี่ยวนะ น้องตายไปแล้ว เขาก็ไม่เคยรับบริจาค เอารูปน้องมาตั้งหราเขาก็ไม่เคย เขาคิดเหมือนกันว่าอาชีพหลักคือทำไร่ทำนา งานในวงการไม่ใช่ทางอยู่แล้ว แต่ที่เขาทำเพราะคนให้โอกาสเขาถึงทำ เราไม่ได้ขอใครกินฟรี เราไม่ได้งอเท้างอมือ เราทำงานถึงได้เงิน พี่ไม่เคยให้เงินลุงพลนะ คุณทำงานคุณได้เงิน แต่ฝั่งชมพู่ให้เงินไปแล้ว 2 ครั้งทำบุญ ก็บอกเขาให้เข้าใจ"
ถึงจะมีกระแสออกมาต้าน แต่พี่ก็ยังจะดูแลงานให้ลุงพล?
อุ๊บ : "เขาไม่ใช่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนร้ายนะ ตรงนี้ก็ยังไปกล่าวโทษเขาไม่ได้ ถ้าถึงวันนั้นก็ค่อยว่ากัน วันนี้ก็ต้องช่วยดูแลเขาต่อไป"
คุณปิ๋ม ซีโฟร์ ซึ่งเลือกลุงพลเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตกลงเซ็นสัญญากันไปเรียบร้อยแล้วหรือยัง?
ปิ๋ม : "เรียบร้อยแล้วค่ะ วันที่แห่ขันหมากไปบ้านลุงพล"
ทำไมเลือกลุงพลเป็นพรีเซ็นเตอร์?
ปิ๋ม : "คือลักษณะการตลาดและการโปรโมตสินค้า เราก็อยากได้พรีเซ็นเตอร์ที่อยู่ในกระแสเป็นที่สนใจของทุกคน"
ทำไมถึงขั้นต้องแห่ขันหมาก ปกติเลือกพรีเซ็นเตอร์ก็ไม่ต้องขนาดนั้น แค่นัดมาคุยรายละเอียด ตกลงกัน?
ปิ๋ม : "อยากให้โลกจำ (หัวเราะ) ตั้งใจทำการตลาด หุ้นส่วนท่านนึงเป็นคณะหมอลำที่ดังมากภาคอีสาน หมอลำพาเพลิน เราก็คิดว่าไหนๆ มีคณะหมอลำแล้ว เราก็ไปแบบม่วนๆ ลูกทุ่งๆ บ้านเราดีกว่า ก็แห่ขันหมากไปบ้านลุงพล ลุงพลก็ค่อนข้างตกใจ เราไม่ได้บอกว่าจะมายังไงบ้าง"
เซ็นสัญญานานเท่าไหร่?
ปิ๋ม : "6 เดือนค่ะ ค่าตัวก็หลักแสนอัพขึ้นไปตามในสัญญา แต่ลุงพลจะได้เรื่องส่วนแบ่งแต่ละกล่องด้วย ใครที่ซื้อแต่ละกล่องเราก็มีระบบให้ลุงพล-ป้าแต๋นเช็กในระบบได้ตลอดว่าตอนนี้ได้กี่กล่อง ได้เท่าไหร่อะไรยังไงบ้าง ถ้าขายได้้ 1 ล้านกล่อง เราจะมอบเงินเป็นของขวัญให้ลุงพล 1 ล้านบาท"
"พี่ต๊ะ นารากร" อยู่ในสาย ขอถามในฐานะเป็นสื่อมวลชน คิดเห็นยังไงสื่อโปรโมตลุงพลเยอะมาก จนตอนนี้สื่อเริ่มแบน?
ต๊ะ : "หนึ่งไม่อยากให้เหมารวมว่าเป็นสื่อทั้งหมด เพราะสื่อที่สร้างกระแสลุงพลและหาประโยชน์จากกระแสลุงพล ถ้าพูดจริงๆ มีสื่อเดียว และกีดกันสื่ออื่นๆ เขาก็ได้ประโยชน์เต็มๆ จากเรื่องนั้น แต่ก็อาจมีสื่ออื่นที่นำกระแสนี้ไปขยายความต่อ ฉะนั้นสื่อที่ทำแบบนี้ ไม่ได้เป็นสื่อทุกสื่อในเมืองไทย อยากให้แยกนิดนึง แต่ตอนนี้ที่มีกระแสแบนลุงพล ไปดูในทวิตเตอร์ก็เห็นแฮชแท็กเหมือนกัน คนก็บ่นๆ อยู่ มีคนอินบ็อกมาถาม อยากให้วิเคราะห์เรื่องนี้ บอกตรงๆ ว่าถ้าเนื้อหาเกี่ยวกับลุงพล ถ้าเราไม่ชอบก็ปิดซะ ปิดทีวีไม่ต้องไปดู ตอนนี้มีสื่อให้เลือกดูเยอะ มีคอนเทนต์หลากหลาย เราเป็นคนดูเราเลือกได้ เราเข้าใจนะว่าสื่อสมัยนี้เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อเรตติ้ง เพื่อรายได้สถานี มันอยู่ที่เราเองเราเลือกดูเนื้อหาไหน คอนเทนต์ไหน ช่องไหน"
คดียังไม่จบ แต่กลายเป็นหยิบยกคนๆ นึงมาสร้างเรื่องราวจนกลายเป็นเซเลปไปแล้ว พี่ต๊ะเห็นด้วยมั้ย?
ต๊ะ : "ถ้ามองว่าเป็นข่าว เป็นสำนักข่าว ก็ผิดหลักการทำข่าว ผิดจริยธรรมของการทำข่าว การที่เรานำเสนอข่าว เรานำเสนอเหตุการณ์ในฐานะคนสังเกตการณ์ เฝ้ามอง และรายงานข้อเท็จจริงเท่านั้น คนนำเสนอข่าวไม่ควรเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในข่าว หรือสร้างสตอรี่ สร้างข่าว อันนี้ก็ไม่ถูก แต่ตอนนี้ดิฉันมองว่าสื่อที่สร้างกระแสลุงพล เขาไม่ได้มองว่าเขาเป็นคนนำเสนอข่าวแล้วไง เขามองว่ากำลังสร้างคอนเทนต์ สร้างเรียลลิตี้ข่าว หรือสร้างดราม่าข่าวเพื่อแข่งขันกับละครหลังข่าว ก็เหมือนเป็นการสร้างเนื้อหา สร้างรายการทีวีสักรายการเพื่อทำให้เขามีเรตติ้ง มีรายได้ เพื่อให้คนมาดูเขา มันก็เป็นคนละแพลตฟอร์มกัน เพราะคนที่ดูทีวีเขาก็ชอบดูแบบนี้ แต่คนที่ติดแฮชแท็กแบนลุงพล คนในโซเชียลก็ไม่ใช่คนดูทีวีอยู่แล้ว ก็คิดว่าสื่อนั้นที่สร้างกระแส เอาตัวเองเข้าไปยุ่ง เอานักข่าวตัวเองไปเป็นผู้จัดการลุงพล หางานให้ลุงพล หารายได้จากลุงพล เขาก็ไม่ได้คิดหรอกว่าเขาต้องเป็นสถาบันที่ต้องรักษาจริยธรรมข่าว แต่เขาได้เรตติ้งได้รายได้ เจ้าของสถานีเขาพอใจ ก็บรรลุวัตถุประสงค์ของสถานีเขาแล้ว"