Part 3 : ก่อนขึ้นเขียง สภาพไม่พร้อมยังฝืน ผ่าแล้วเลือดออกผิดปกติ ยังปกปิด ให้หิ้วถุงระบายเลือดกลับไทย ยังบอกว่า "ไม่เป็นไร"
วันผ่าตัด 21 ธ.ค. 60 ช่วงเช้า คุณหมอลี ซึ่งเป็นหมอที่ทำหน้าอกและตาให้เม จะทำการดีไซน์รูปทรงหน้าอกและตา ระหว่างนั้น เมก็หน้ามืด เป็นลม ตอนนั้น คุณแม่ตกใจมาก เพราะปกติเมไม่เคยเป็นแบบนี้ จะไม่ยอมให้เมผ่าตัดในวันนั้น ขอเลื่อนออกไปก่อน แต่คุณหมอก็เอาผลการตรวจเลือด ตรวจสุขภาพของเม มายืนยัน ว่าสุขภาพเมเป็นปกติ แข็งแรงดี สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ ที่เมเป็นลม น่าจะเกิดจากความกลัว เค้าให้เมไปให้น้ำเกลือ นอนพักสักครู่ เมื่อเริ่มมีอาการดีขึ้น จึงเข้ารับผ่าตัดในวันนั้น ตามกำหนดเดิม เค้าแจ้งว่าการผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง แต่การผ่าตัดจริงใช้เวลา 7-8 ชั่วโมง และมีถุงระบายเลือดที่รักแร้ทั้งสองข้าง
หลังการผ่าตัดเมเริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนภายในทรวงอก คล้ายมีน้ำกรดไหลแสบซ่านอยู่ภายในหน้าอก ลุกเดินแทบไม่ได้ เมถามคุณหมอถึงอาการผิดปกตินี้ คุณหมอบอกว่า เป็นอาการเจ็บปวดตามปกติหลังการผ่าตัด และมันจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง
เค้าให้เมนอนที่รพ. 2 คืน แต่เมเจ็บปวดมาก ไม่สามารถลุกเดินได้เลย จึงขอคุณหมออยู่ต่ออีกคืน เป็น 3 คืน จากนั้นให้เมย้ายไปอยู่ที่โรงแรมข้างๆ รพ.ซึ่งคุณอุ้มเตรียมไว้ให้ พยาบาลบอกให้คุณแม่ เอาเลือด เทออกจากถุงระบายเลือดทั้ง 2 ข้างทุกวัน
เมเจ็บปวดแสนสาหัสมาก ขยับเขยื้อนตัวแทบไม่ได้ จะลุกไปเข้าห้องน้ำ คุณแม่ต้องคอยอุ้มประคอง ป้อนข้าว ป้อนน้ำ เช็ดตัวให้ เอเจนท์ ที่เมเสียเงินเพราะคิดว่าเค้าจะดูแลเป็นอย่างดี ก็มาเยี่ยมแค่ครั้งเดียวตอนออกจากห้องผ่าตัด ถ้าเมไม่มีคุณแม่มาด้วย แล้วเมจะทำยังไง จะประคองตัว เพื่อดื่มน้ำ ทานข้าวยังแทบไม่ไหว
วันที่ 28 ธ.ค.60 ตามกำหนดที่เมจะต้องตัดไหม ถอดถุงระบายเลือดออก และเดินทางกลับไทย เมื่อมาถึง รพ. คุณแม่ได้ให้คุณหมอลีดูปริมาณเลือดที่จดเอาไว้ และถามคุณหมอว่าทำไมเลือดของเม ยังออกในปริมาณมากทุกๆ วัน ไม่ลดลงเลย มีอะไรผิดปกติมั๊ย คุณหมอได้แต่ตอบว่า "ไม่เป็นไร" แต่บอกกับเมว่า เค้าจะยังไม่ถอดถุงระบายเลือดออกให้เมนะ เมต้องหิ้วถุงระบายเลือด ขึ้นเครื่องกลับไทยด้วย ซึ่งเมตกใจมาก ถามคุณหมอหลายครั้งว่า มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า เพราะตามกำหนดคือ จะใส่สายระบายเลือดประมาณ 3-7 วันหลังการผ่าตัด คุณหมอก็ยังยืนยันว่า "ไม่เป็นไร ทุกอย่างเป็นปกติดี" แต่เมก็สงสัยว่า ถ้าเมกลับไทยแล้ว ใครจะเป็นคนเอาสายระบายเลือดออกให้เม ที่ไหน ยังไง คุณหมอบอกว่า เค้าจะบินไปไทย ในวันที่ 3 ม.ค. 61 และจะเป็นคนเอาสายระบายเลือดออกให้เมเอง ที่ KTOP Clinic ซึ่งเป็นสาขาของรพ.Grand ในไทย ในย่านทองหล่อ เมถาม ......ชื่อเอเยนต์........ว่าเคยมีใครที่ต้องหิ้วถุงระบายเลือดกลับไทยมั๊ย เค้าบอกว่า ไม่เคยมี เมเป็นเคสแรกทีต้องหิ้วถุงระบายเลือดกลับ แต่เค้าก็บอกเมว่า "ไม่เป็นไร"
คุณหมอออกใบรับรองแพทย์ ให้เมยื่นสายการบิน และขอรถเข็นจากสนามบิน ทั้งที่เกาหลีและไทย เมเดินแทบไม่ได้เลย นับเป็น 7 วันหลังการผ่าตัดแล้ว แต่เมยังคงเจ็บปวดมาก ไม่เหมือนที่ ......ชื่อเอเยนต์........บอกเลย ว่าตอนที่เค้าทำ หรือลูกค้าคนอื่นๆ 3-4 วัน ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ อาการดีขึ้นๆ เมื่อมาถึงไทย เมก็อยู่แต่ที่บ้าน นอนเป็นผัก ลุกไปไหนไม่ไหว จะไปเข้าห้องน้ำ คุณแม่ต้องคอยอุ้มให้ลุกนั่ง พยุงตัวพาไป เช็ดตัว ป้อนข้าวป้อนน้ำให้เม ตลอดเวลา
อาการของเมในแต่ละวันไม่ดีขึ้นเลย เมเจ็บปวดแสนสาหัส อย่าว่าแต่เดินเลยค่ะ แค่ใครมาโดนแขนเมนิดเดียว เมก็จะเจ็บสะท้านไปทั้งตัว
#ซีรีย์เกาหลี #ศัลกรรมทำพัง
(โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)"
เมย์กับคุณแม่
โดยเมย์ยังบรรยายต่อ แถมยังปล่อยคลิปการที่คุณแม่เปลี่ยนเลือดให้ดูอีกด้วย
"ภาพเหตุการณ์ที่ รพ. Grand Plastic Surgery นะคะ เมได้นอนที่รพ. 2 คืน แต่เมเจ็บหนักมาก คุณแม่จึงขออยู่ต่ออีก 1 คืน พยาบาลสอนให้คุณแม่ เทเลือดออกจากถุงระบายเลือดทุกวัน แล้วให้เม ย้ายไปนอนที่โรงแรมอยู่ติดกันกับข้างๆรพ. พร้อมถุงระบายเลือด ถึงกำหนด 7 วัน ที่ต้องถอดสายระบายเลือดออก แค่หมอลี บอกว่ายังถอดออกไม่ได้ และให้เมหิ้วถุงระบายเลือดขึ้นเครื่องกลับไทยมาด้วย โดยบอกว่า "ไม่เป็นไร ทุกอย่างเป็นปกติดี"
เมเพิ่งมาทราบภายหลัง ว่ามันผิดปกติ !! การที่มีสายเดรนนานถึง 2 สัปดาห์ การที่ให้คนอื่นที่ไม่ใช่พยาบาลเทเลือดออกจากถุงเดรน และยังให้หิ้วขึ้นเครื่องบินกลับไทยมาด้วย !!"
ในช่วงสุดท้าย "เมย์" โพสต์ข้อความว่า
"เมไม่ได้ต่อต้านการทำศัลยกรรมเกาหลีนะคะ แต่อยากให้เรื่องของเมเป็นอุธาหรณ์ ไม่อยากให้ใครต้องมาเสี่ยงชีวิตเหมือนเมอีก ซีรีย์ศัลยกรรมเกาหลี ยังไม่จบนะคะ โปรดติดตามตอนต่อไป ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจทุกความห่วงใยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ"