"เพิ่งจะผ่านพิธีฝังศพคุณพ่อไปภายใน 24 ชั่วโมง ตามหลักศาสนาอิสลาม และเสร็จจากตรงนี้ปุ๊บแพทก็ต้องเดินทางไปที่หลุมศพของท่านต่อ เพราะยังมีพิธีทำบุญอีก 3 วัน หลังจากนั้นก็คืออีกครั้งตอนครบ 40 วัน ถามว่าสภาพจิตใจของแพทตอนนี้เป็นยังไงบ้าง แพทเศร้ามา 2 อาทิตย์แล้ว ตลอดระยะเวลาที่เห็นท่านป่วย แต่เมื่อวาน(19ก.ค.)ตอนทำพิธีญาติๆ เขาก็บอกแพทว่า "อย่าร้องไห้คุณพ่อจะได้หมดห่วงสักที" ดังนั้นแพทก็ต้องทำให้ท่านได้ไปอย่างมีความสุขไม่ต้องมีห่วงอะไรแล้ว
ถามว่าก่อนที่ท่านจะจากไปท่านได้พูดสั่งเสียอะไรไว้กับเราไหม ท่านอยากกินข้าวต้มกับไข่ตุ๋น (ยิ้ม) เอาจริงๆ แพทไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ามันจะมีวันนี้ เพราะที่บ้านแพทก็เตรียมห้อง เตรียมข้าวของเครื่องใช้ไว้ให้ท่านครบทุกอย่าง ถ้าท่านมาอยู่แม่ก็จะได้ไม่เหงา ป๊าก็จะได้ไม่เหงา ถามว่าปัญหาต่างๆ ที่เคยมีเรื่องราวฟ้องร้องทุกอย่างก็จบไปหมดแล้ว ใช่นะ แพทรักเขาเหมือนเดิม แพทรักเขาเท่าเดิม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรเขาก็คือพ่อ และที่สำคัญแพทก็ทนไม่ได้หากต้องเห็นเขาลำบาก ซึ่งก่อนที่เขาจะป่วยเขาก็เหงาเพราะเขาเกรงใจแพทเนื่องจากแพทต้องดูแลแม่กับพี่สองคน บวกกับแพทไม่รู้ว่าครอบครัวใหม่ของเขาทิ้งเขาไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ดังนั้นทุกครั้งที่ส่งเงินให้เขาก็จะคิดว่านำเงินตรงนี้ไปดูแลตัวเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องกลับมาอยู่บ้านให้เป็นภาระแพท ซึ่งแพทไม่ได้รู้สึกแบบนั้น ถามว่าแพทรู้ว่าท่านป่วยนานหรือยังเขาบอกแค่ว่าเขาป่วยปกติ ป่วยเบาหวาน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เขาป่วยเป็นมะเร็ง ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่รู้ มารู้อีกทีก็ตอนที่ผ่าตัดเพราะใบประวัติอะไรต่างๆ ก็ไม่มี แพทไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาได้ไปหาหมอตามที่บอกแพทไว้หรือเปล่า" แพทกล่าว
ถามต่อว่าอาการของพ่อ ช่วงที่ป่วยเป็นอย่างไรบ้าง แพท กล่าวว่า ตัวผอมมาก เพราะน้ำหนักลดลงไปกว่า 12 กิโล
"เริ่มแรกเลยก็คือ หมดสติ ตัวผอมมาก น้ำหนักลดคือ 12 กิโลกรัม บางครั้งก็บ่นว่าทานข้าวไม่ได้ จนมาถึงวันที่แกล้ม เท่านั้นแหละ ทุกอย่างก็หนักไปหมด ทั้งลำไส้แตกจนช่องท้องติดเชื้อ ต้องล้างถึง 3 ครั้ง แถมแผลผ่าตัดก็ใหญ่ ลำไส้ที่ผ่าออกไปก็ใหญ่ คือมันเป็นแผลที่ใหญ่มากสำหรับคนอายุ 76 ปี แต่ร่างกายแกสู้มาก เพราะก่อนที่แกจะเสียทางโรงพยาบาลเขาบอกว่า ป๋าอยากอยู่กับลูกๆ มาก เพราะเม็ดเลือดขาวของป๋าเยอะมากจริงๆ ใจแกอยากสู้ แต่ร่างกายแกไม่ไหวแล้ว แพทถึงได้บอกกับหมอว่าทำยังไงก็ได้ให้รักษาแกให้เต็มที่ หากหมอทำไม่ได้ก็ให้ย้ายโรงพยาบาลเลย (เพิ่งตรวจพบมะเร็งไม่นาน)ก็พอตัดลำไส้ไปและนำก้อนเนื้อไปตรวจถึงได้พบว่าเป็นมะเร็งจริงๆ ซึ่งกำลังลามไปต่อมน้ำเหลือง บวกกับแผลผ่าตัดที่ค่อนข้างใหญ่ มันก็เลยส่งผลต่อร่างกายท่านทรุดหนักหลายๆ อย่างพร้อมกัน จนวันที่แกจะไปก็คือหัวใจหยุดเต้น 1 ครั้ง และคุณหมอก็ช่วยปั๊มกลับมา จากนั้นแพทก็ถึงคุยกับที่บ้านว่าจะไม่ปั๊มแล้วนะเพราะว่าแกเจ็บ แต่สาเหตุที่ให้ปั๊มครั้งแรกก็เพราะแพทรู้สึกว่าแพทไม่พร้อมที่จะเสียแกไป (เสียดายเวลาไหมได้ดูแลท่านแค่ช่วงสั้นๆ) จริงๆ การดูแลของแพทกับป๋าไม่สั้นนะ เพราะที่ผ่านมาถึงท่านจะมีครอบครัวใหม่แต่ท่านก็จะพยายามแวะเวียนมาตลอด ส่งเสียกันมาตลอด เพียงแต่มันเป็นการตัดสินใจของท่านเองที่เลือกจะไม่กลับมา เนื่องจากท่านติดภาระต้องดูแลครอบครัวทางนั้นด้วย แต่แพทก็บอกท่านอยู่เสมอนะว่าถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็ให้กลับมาทันที ซึ่งพอท่านตัดได้และคิดจะกลับมามันก็ไม่ทันซะแล้ว ถามว่าแพทคุยกับคุณแม่ว่ายังไง ในวันแรกที่คุณพ่อเริ่มป่วยแพทก็จะพยายามบอกแม่ว่า ป๋าป่วย แม่ต้องให้อภัยป๋านะ คือแกสองคนเป็นคู่กัดกันมาตั้ง 35 ปี ซึ่งท่านก็ยิ้มๆ หัวเราะ และจากนั้นแพทก็พาแกไปเยี่ยมป๋าที่ห้องไอซียู 1 วัน ตอนนั้นพ่อยังรับรู้นะ และพอท่านได้เห็นว่าแม่กับแพทไปเยี่ยมท่านก็ดูโอเคขึ้น มันเหมือนกับห่วงต่างๆ ที่ท่านมีกับแม่มันได้คลายลงไปแล้ว จากนั้นอาการของท่านก็ทรุดลงเรื่อยๆ" แพทกล่าว
นอกจากนี้ แพทยังได้กล่าวต่อว่าตอนนี้เธอนับถือศาสนาพุทธ ตามแม่ แต่ในอนาคต อาจเปลี่ยนมานับถืออิสลาม ตามที่พี่น้องขอไว้
"ณ ตอนนี้ยัง แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ คือมันเป็นสิ่งที่พี่ๆ ของแพทหวังไว้ เพราะอย่างที่ทราบแม่ของแพทเป็นพุทธ และแพทจำเป็นจะต้องดูแลแม่ แต่ถ้าหากวันหนึ่งเกิดคุณแม่จากไป พี่ๆ เขาก็อยากให้แพทกลับไปอยู่กับเขา ซึ่งแพทก็รับฟังและก็รับปากไว้ว่าถ้าถึงวันนั้นให้เรามาคุยกันใหม่ รวมถึงพี่ๆ เขาก็ขออีกว่าหากคุณแม่เสียจะให้ทำพิธีของคุณเป็นแบบมุสลิมด้วยได้ไหม ซึ่งเรื่องนี้แพทก็รับฟังและก็รับปากไว้ว่าถ้าถึงวันนั้นให้เรามาคุยกันใหม่เอาจริงๆ ตอนแรกคุณแม่เคยสั่งเสียกับแพทไว้ว่าท่านอยากให้เผา แต่ ณ ตอนนี้ท่านก็ไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว คุณพ่อก็เสียแล้ว รวมถึงพี่ๆ ก็ขอมา ดังนั้นแพทก็ฟังพี่นะ แพทก็เลยบอกว่า ได้ ไม่มีปัญหาอะไร" แพทกล่าวสรุป