หากย้อนไทม์ไลน์คดีหุ้น STARK ถือเป็นการฉ้อโกงใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็น คดีตกแต่งบัญชีให้งบสวยหรู สร้างรายได้ปลอม ลูกหนี้การค้าเทียม ผ่องถ่ายเงิน ฉ้อโกงประชาชน ทำให้นักลงทุนรายใหญ่รายย่อยหลงกลลวงนำเงินเข้าไปลงทุนกันเป็นจำนวนมาก ต้องบาดเจ็บกันเป็นทิวแถว
โดยบริษัทมีการจัดฉากแสดงผลกำไรเติบโตก้าวกระโดดต่อเนื่อง จากปี 62 มีรายได้ 11,607 ล้านบาท กำไร 123 ล้านบาท พอปี 63 มีรายได้ 16,917 ล้านบาท และกำไร 1,608 ล้านบาท, ปี 64 รายได้ 27,129 ล้านบาท กำไร 2,784 ล้านบาท
แต่หลังจากที่บริษัทฯ ส่งงบปี 65 ให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) จากที่กำไรก็พลิกเป็นขาดทุน 6,612.13 ล้านบาท ขาดทุนต่อหุ้น 0.5393 บาท เป็นผลให้ส่วนของเจ้าของติดลบ 4,404 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทมีการแก้ไขงบประจำปี 64 อย่างมีนัยสำคัญ
โดยพลิกจากเดิมที่มีกำไร 2,794 ล้านบาท เปลี่ยนเป็น ขาดทุน 5,989 ล้านบาท หรือขาดทุนต่อหุ้น 0.501 บาท และส่วนของเจ้าของ จากเดิม 6,591 ล้านบาท แก้ไขเป็น 2,844 ล้านบาท
ด้านผู้สอบบัญชีพบตัวเลขที่ผิดปกติงบ 64 หลายประการ อาทิ ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น จากเดิม 15,570 ล้านบาท แก้ไขเป็น 6,306 ล้านบาท ,รายได้จากการขาย จากเดิม 25,217 ล้านบาท แก้ไขเป็น 17,486 ล้านบาท ส่งผลให้ในรอบ 2ปี (2564 – 2565 ) STARK มีการขาดทุนถึง 12,640 ล้านบาท
ตามมาด้วยการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ STARK ซึ่งมีการขายออกไปทั้งสิ้น 5 รุ่น มูลค่ารวม 9,198.4 ล้านบาท พร้อมทั้งการยกเลิกดีลการซื้อหุ้นบริษัทในเยอรมนี ซึ๋งทั้งหมดส่งผลให้กองทุนต่างๆ ได้ทยอยขายหุ้น STARK ออกมา เพื่อลดความเสี่ยง เพราะความไม่มั่นใจในปัจจัยพื้นฐาน จนทำให้ราคาหุ้น STARK ดิ่งลงอย่างหนัก
ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของ STARK ลดลงจาก 5.6 หมื่นล้านบาท ณ ปัจจุบัน เหลือเพียง 268.12 ล้านบาท สะท้อนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนรายย่อยและกองทุนขาดทุนยับเยิน
ต่อมาหน่วยงานกำกับอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กล่าวโทษบุคคลรวม 10 ราย ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) คือ 1. บริษัท STARK 2.นายชนินทร์ เย็นสุดใจ 3. นายวนรัชต์ ตั้งคารวคุณ 4. นายชินวัฒน์ อัศวโภคี
5. นายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ 6. นายกิตติศักดิ์ จิตต์ประเสริฐงาม 7. บริษัท เฟ้ลปส์ ดอด์จ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด (PDITL) 8. บริษัท ไทย เคเบิ้ล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (TCI)
9.บริษัท อดิสรสงขลา จำกัด และ 10. บริษัท เอเชีย แปซิฟิก ดริลลิ่ง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ต่อ DSI กรณีตกแต่งงบการเงินของ STARK เปิดเผยข้อความอันเป็นเท็จในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ และกระทำโดยทุจริตหลอกลวง
พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ยังได้แจ้งการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
การกล่าวโทษของ ก.ล.ต. เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระ บวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาเท่านั้น ซึ่งภายใต้กระบวน การนี้ การพิจารณาวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย เป็นขั้นตอนในอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ ตลอดจนดุลพินิจของศาลยุติธรรม
โดยสุดท้ายแล้ว ทางดีเอสไอได้รับคดี STARK เป็นคดีพิเศษ ก่อนที่จะส่งสำนวนให้อัยการฟัน 11 ผู้ต้องหา 3 ข้อหา ในความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา และ ฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีผู้เสียหายทั้งสิ้นจำนวน 4,704 ราย มูลค่าความเสียหายจำนวน 14,778 ล้านบาท (คดีพิเศษที่ 57/2566)
หากติดตามกันอย่างต่อเนื่อง จะพบว่าปัญหาการทุจริตและปั่นหุ้นที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยนั้น เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน ไม่ใช่แค่กรณี STARK เพียงบริษัทเดียว แต่ที่ผ่านมาก็มีทั้งกรณีหุ้น บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE และหุ้นบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ หรือ EARTH ดังนั้นหน่วยงานที่กำกับดูแลทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย(ตลท.) และ กลต.ต้องเทคแอคชั่น เข้ามาตรวจสอบอย่างทันท่วงที และงัดกฏระเบียบที่มีอยู่ออกมาใช้โดยเร็ว
เพราะหากตัดสินใจแก้ปัญหาล่าช้า เหมือนอย่างที่นักลงทุนรู้สึกต่อการดำเนินการกับหุ้น STARK ก็อาจทำให้เกิดความเสียหายหนักจนยากเกินการเยียวยา และทำลายความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยเป็นอย่างมาก ตลาดหุ้นไทยที่ห่างหายจากความสนใจของนักลงทุน โดยเฉพาะต่างชาติอยู่แล้ว ก็อาจจะหลุดจากจอเรดาห์การลงทุนเป็นการถาวรก็เป็นได้....