สำหรับบรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความหวังว่า เฟดอาจใกล้จะยุติการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หลังอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI เดือนมิถุนายนชะลอลงต่อเนื่องสู่ระดับ 4.8% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนให้บรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ต่างปรับตัวขึ้น (Meta +3.7%, Nvidia +3.5%) ส่งผลให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.15% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.74%
ส่วนในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี stoxx600 พุ่งขึ้นกว่า +1.51% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของบรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม (LVMH +2.1%) และหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ (Anglo American +4.3%) ท่ามกลางความหวังว่า ทางการจีนอาจจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม รวมถึงอานิสงส์จากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ที่ส่งผลดีต่อราคาแร่โลหะ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ (ASML +3.0%) หลังตลาดคาดหวังว่า เฟดอาจใกล้ถึงจุดยุติการขึ้นดอกเบี้ย
ในฝั่งตลาดบอนด์ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ที่ชะลอลงมาก กว่าคาด ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างลดโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งลง ชัดเจน (ผู้เล่นในตลาดยังมองว่าเฟดมีโอกาส 94% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนกรกฎาคมนี้) ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างทยอยกลับเข้ามาซื้อบอนด์ระยะยาวเพิ่มเติมและช่วยหนุนให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 3.85%
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังผู้เล่นในตลาดต่างคาดว่าเฟดอาจใกล้ถึงจุดสิ้นสุดการปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สู่ระดับ 100.5 จุด (กรอบการเคลื่อนไหว 100.5-101.6 จุด ในช่วงคืนที่ผ่านมา)
ส่วนของราคาทองคำ การปรับตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ช่วยหนุนให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค.) ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่โซน 1,960-1,970 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเรามองว่าผู้เล่นบางส่วนทยอยขายทำกำไรทองคำเพิ่มเติม และโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าว ก็มีส่วนช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้
สำหรับวันนี้ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย ซึ่งเราประเมินว่านายพิธา แคนดิเดตจากพรรคก้าวไกลและพรรคพันธมิตร อาจยังไม่ได้รับเสียงสนับสนุนที่เพียงพอ (376 เสียงขึ้นไป) ซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่านายพิธา ยังต้องการเสียงสนับสนุนอีกเท่าไหร่
ทั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อความผันผวนในตลาดการเงินได้ โดยเฉพาะกรณีที่นายพิธา ขาดเสียงสนับสนุน 50-60 เสียง ทำให้สถานการณ์การเมืองไทยอาจยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูงในระยะสั้น และอาจนำมาสู่การชุมนุมประท้วงในระยะนี้ได้
ส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ตลาดคาดว่า แนวโน้มการชะลอตัวลงของทั้งภาพรวมเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ (แม้ว่าอาจจะยังอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลาง) อาจทำให้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ตัดสินใจ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ไว้ที่ระดับ 3.50%
นอกจากนี้ ผู้เล่นตลาดอาจยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีนอยู่บ้าง เนื่องจากยอดการส่งออก (Exports) เดือนมิถุนายน อาจหดตัวต่อเนื่องถึง -10%y/y นอกจากนี้ยอดการนำเข้า (Imports) ก็จะหดตัวราว -4.8% สะท้อนความต้องการในประเทศที่ไม่ได้ฟื้นตัวอย่างที่ตลาดคาดหวัง สอดคล้องกับการปรับตัวลดลงของดัชนี PMI ของจี