นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า กรณีที่ SVB ประสบวิกฤติ จนต้องปิดกิจการ ถือว่าต่างจากวิกฤติการเงินในอดีตทั้งวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ หรือการล้มละลายของ เอนรอน ที่มาจากปัญหาทุจริตและการปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยง เช่นอสังหาริมทรัพย์ แต่ปัญหาของ SVB มาจากการบริหารสินทรัพย์และหนี้สินที่ผิดพลาด ดังนั้นเชื่อว่า ปัญหาการล้มลงของ SVB คงไม่เลวร้ายถึงขั้นเกิดเป็นวิกฤติการเงินโลก
อย่างไรก็ตาม จากบทเรียนครั้งนี้ เชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ อาจมีการเข้มงวดกับสถาบันการเงินในสหรัฐมากขึ้น เพื่อดูแลเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และอาจมีแบงก์ในสหรัฐราว 5-10 แห่งที่เข้าข่ายประสบปัญหาดังกล่าวได้ จากแบงก์ทั้งหมดในสหรัฐที่มีกว่า 4,700 แห่ง
ทั้งนี้แม้ธนาคารกลางสหรัฐจะออกมาตรการเพื่อดูแลเงินฝาก ซึ่งสามารถรับประกันเงินฝากและเรียกความเชื่อมั่นได้ระดับหนึ่ง แต่อาจมีกลุ่มผู้ฝากเงิน ที่มีเงินฝากเกิน 2.5 แสนดอลลาร์ อาจมีความอ่อนไหวจากเหตุการณ์นี้เพิ่มขึ้น ซึ่งพบว่าในระบบกลุ่มนี้มีเงินฝากสูงถึง 7.88 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้นต้องจับตาว่า หากมีการถอนเงินฝากมากขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐจะสามารถคุ้มครองเงินฝากได้ทั้งหมดหรือไม่
“ แบงก์ล้มครั้งนี้ ไม่น่าลามจนเกิดปัญหาเป็นวิกฤติการเงินในอดีต เช่น วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤติเอนรอน ที่มีต้นเหตุมาจากทุจริต มาจากการปล่อยสินเชื่ออสังหาฯที่มีความเสี่ยง แต่ครั้งนี้ แบงก์ซื้อสินทรัพย์คุณภาพดี แต่ยิลด์ต่ำ และแบงก์ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ทำพลาด ดังนั้นอาจจะเห็นกรณีแบบนี้อีก โดยเฉพาะแบงก์ที่เกี่ยวโยงกับ คริปโทเคอร์เรนซี หรือบริษัทเทคฯตามมาได้”