สาเหตุที่ธนาคารเฉพาะกิจพาเหรดกันขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาธนาคารเฉพาะกิจของรัฐส่วนใหญ่ ยึดนโยบายตรึงอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อย
แต่หากย้อนไทมไลน์การปรับขึ้นดอกเบี้ยของกนง. ที่ผ่านมา พบว่า กนง.ขึ้นดอกเบี้ยในปี 65 จำนวน 3 ครั้งๆ ละ 0.25% และเมื่อรวมกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนม.ค.66 อีก 0.25% เท่ากับว่า กนง.ขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 1% โดยที่ธนาคารเฉพาะกิจตรึงดอกเบี้ยเงินกู้มาโดยตลอด
หากคราวนี้ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ จะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างธนาคารเฉพาะกิจและธนาคารพาณิชย์ห่างกันมากขึ้น ขณะเดียวกันธนาคารเฉพาะกิจบางแห่งมีภาระในเรื่องของต้นทุนทางด้านเงินฝาก จึงต้องบริหารจัดการทางด้านต้นทุนให้มีความเหมาะสม
ส่วนธนาคารพาณิชย์ในรอบนี้ ก็ยังการขยับดอกเบี้ยขึ้นเช่นกัน ประเดิมด้วย "ธนาคารกรุงเทพ" ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ 0.15-0.20% และเงินฝากออมทรัพย์เฉลี่ย 0.05% มีผล 27 ม.ค. โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR เพิ่มเป็น 6.45% ต่อปี อัตราดอกเบี้ย MOR จากเดิมอยู่ที่ 6.75% เพิ่มเป็น 6.90% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ย MRR จากเดิมอยู่ที่ 6.65% เพิ่มเป็น 6.80% ต่อปี สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากสะสมทรัพย์ ปรับขึ้นเป็น 0.50% อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 และ 6 เดือน เพิ่มเป็น 0.75% และเงินฝากประจำ 12, 24 และ 36 เดือน ปรับเพิ่ม 0.25%
ขณะที่ "ธนาคารกสิกรไทย" ไม่น้อยหน้า ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำให้สูงขึ้น 0.10%-0.25% ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้ารายย่อยปรับขึ้นเพียง 0.10% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทอื่น เพิ่มขึ้น 0.15-0.20% โดย ดอกเบี้ย MLR ปรับเป็น 6.57% ดอกเบี้ย MOR เป็น 6.89% และดอกเบี้ย MRR ปรับเป็น 6.60% โดยให้มีผลในวันที่ 30 ม.ค.เป็นต้นไป
ปิดท้ายที่"ธนาคารไทยพาณิชย์" ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR, MOR และ MRR ขึ้น 0.10% - 0.20% โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MRR เพิ่มเป็น 6.620% อัตราดอกเบี้ย MLR เพิ่มเป็น 6.350% และอัตราดอกเบี้ยที่ MOR ปรับเป็น 6.895% นอกจากนี้ ธนาคารได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากขึ้น 0.05%-0.25% ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยใหม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ม.ค. เป็นต้นไป
การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ ผู้ได้ประโยชน์คือผู้ฝากเงินกับธนาคาร ผู้ที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตลาดเงิน เช่น กองทุนเพื่อการเกษียณอายุ กองทุนที่ลงทุนในเงินฝาก ตราสารหนี้ และพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมีโอกาสได้ผลตอบแทนมากขึ้น
แต่ฝ่ายที่เสียประโยชน์คือคนที่มีภาระเงินกู้ ทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อเงินสด สินเชื่อบุคคล สินเชื่อบ้าน สินเชื่อธุรกิจ ดังนั้นจะต้องระมัดระวังในการใช้จ่ายเงินมากขึ้น ไม่ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย และสิ่งของที่ไม่จำเป็น แม้จะเป็นยอดเล็กๆน้อยๆ ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าสะสมจำนวนขึ้นมาก็เป็นภาระก้อนโตได้เช่นกัน
หันไปดูภาคธุรกิจก็กระทบหนักไม่น้อย โดยเฉพาะเอสเอ็มที่เพิ่งสร่างไข้และเริ่มฟื้นตัว อาจต้องสะดุดลงอีกครั้ง เนื่องจากมีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น จากภาระหนี้ที่สูงขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่กำลังเริ่มฟื้นตัวแบบต้องประคับประคองกันอย่างใกลชิด ขณะที่เศรษฐกิจโลกก็เสี่ยงถดถอย ซึ่งเอสเอ็มอี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก คงต้องพยายามหามาตรการตัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ คุมต้นทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์ และหาตลาดใหม่ให้มากขึ้น เพื่อที่จะอยู่รอดให้ได้
เพราะฉะนั้น ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ใน "วัฏจักรขาขึ้น" ซึ่งที่ประชาชนและภาคธุรกิจจะต้องยึดมั่นไว้ให้ดี คือวินัยทางการเงิน ก่อหนี้เท่าที่จำเป็น อย่าให้เกินความสามารถในการชำระหนี้
"ขณะที่บรรดาธนาคารพาณิชย์ต่างๆ คงต้องมีมาตรการช่วยเหลือและผ่อนปรนกับลูกค้ากลุ่มเปราะบางต่อไป เพราะแม้เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวขึ้นแล้ว แต่ความไม่แน่นอนยังมีอยู่สูง หากรีบร้อนไปเคร่งครัดกับลูกหนี้แบบไม่ดูเหตุฟังผล สุดท้ายปัญหาหนี้เสียที่พยายามประคองจนผ่านวิกฤติโควิดมาได้ อาจจะผุดขึ้นมาในช่วงที่ทุกฝ่ายการ์ดตก และฉุดให้เศรษฐกิจโดยภาพรวมกลับไปผันผวนอีกครั้ง"