ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์นั้น บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.65% หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาสเฟดลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ เป็น 55% จากรายงานอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI สหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด อย่างไรก็ดี เรามองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวยังมีความเสี่ยงที่อาจปรับตัวสูงขึ้นได้อีกครั้ง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะข้างหนัก ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่มั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้งในปีนี้ นอกจากนี้ ความกังวลต่อผลกระทบจากการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาล Trump 2.0 ก็สามารถกดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นได้เช่นกัน และแม้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง แต่เราคงมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดก็สามารถทยอยซื้อบอนด์ระยะยาวในจังหวะที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นได้
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนหนัก โดยมีจังหวะปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว จากรายงานอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ทว่า เงินดอลลาร์ก็พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นบ้าง สู่ระดับเดียวกันก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ หลังผู้เล่นในตลาดที่คงมุมมองเชิงบวกต่อเงินดอลลาร์ ต่างก็รอ Buy on Dip เพิ่มสถานะ Long USD ทำให้โดยรวมเงินดอลลาร์ยังคงเคลื่อนไหวแถว 109 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 108.6-109.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการปรับตัวลดลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ช่วยหนุนให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2025) สามารถปรับตัวขึ้นสู่ 2,720-2,730 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ อย่างไรก็ดี ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและข่าวความคืบหน้าการเจรจาหยุดยิงในฉนวนกาซาก็มีส่วนชะลอการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนธันวาคมของสหรัฐฯ รวมถึงรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของเฟด นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด
ส่วนในฝั่งยุโรป ทางฝั่งอังกฤษ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจรายเดือน (Monthly GDP) รวมถึงยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนพฤศจิกายน เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษและการปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดเริ่มมองว่า BOE มีโอกาสราว 24% ที่จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของอังกฤษ ล่าสุด ออกมาต่ำกว่าคาด นอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ล่าสุด เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของ ECB ด้วยเช่นกัน
และในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ที่มีโอกาสลดดอกเบี้ยลง 25bps สู่ระดับ 2.75% เพื่อหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ท่ามกลางความปั่นป่วนของการเมืองเกาหลีใต้และความเสี่ยงผลกระทบเชิงลบจากนโยบายการค้าของรัฐบาล Trump 2.0
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท แม้ว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน ทว่า เรามองว่า เงินบาทยังเสี่ยงเผชิญความผันผวน Two-Way Volatility และอาจกลับไปอ่อนค่า หรือ แข็งค่ามากขึ้น ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะเฟด ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลักเป้นต้น ทั้งนี้ หากประเมินจากกลยุทธ์ Trend-Following เรามองว่า เงินบาทอาจยังไม่ได้มีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าขึ้นชัดเจน จนกว่าเงินบาท (USDTHB) จะสามารถแข็งค่าหลุดโซนแนวรับ 34.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ทำให้เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง หรือก็อาจเพียงแค่แกว่งตัวในกรอบ Sideways ไปก่อน
แม้ว่ารายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของสหรัฐฯ อาจไม่ได้ทำให้เงินบาทผันผวนได้มากเท่ากับรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ เมื่อเทียบจากสถิติในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา ในช่วง 30 นาที หลังตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลดังกล่าว อย่างไรก็ดี จากสถิติดังกล่าว เงินบาท (USDTHB) สามารถแกว่งตัว +0.30% และ -0.15% ในช่วงหลังรับรู้รายงานข้อมูลยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ได้ ทำให้เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลดังกล่าว
โดยในกรณีที่ รายงานยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ขยายตัวต่ำกว่าคาด (เรามองว่า โอกาสเกิดน้อย เพราะเป็นช่วงปลายปี ที่การใช้จ่ายน่าจะสูงจาก Holiday Season) ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาสเฟดลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ได้บ้าง เป็น 60%-70% แต่ก็อาจทำให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ไม่ได้ปรับตัวลดลงไปมากนัก เงินบาทก็อาจยังติดโซนแนวรับ 34.40-34.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้
แต่หากยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ขยายตัวดีกว่าคาดชัดเจน จะทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมาปรับลดโอกาสเฟดลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ต่ำกว่า 50% ได้ไม่ยาก หนุนให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กลับมาปรับตัวขึ้นอีกครั้ง ซึ่งในภาพดังกล่าว ราคาทองคำอาจย่อตัวลงบ้าง ส่วนเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบโซน 34.70-34.80 บาทต่อดอลลาร์
ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.45-34.75 บาท/ดอลลาร์ (ควรระวังความผันผวนในช่วงทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ)