เงินบาทเปลี่ยนทิศในระหว่างปี 2567 ตามการปรับสัญญาณดอกเบี้ยของเฟด แม้จะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทในปี 2567 แต่หนึ่งในปัจจัยที่มีความสำคัญค่อนข้างมากก็คือ มุมมองต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งเฟดมีการปรับเปลี่ยนจากสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับสูงเป็นเวลานานเพื่อดูแลเงินเฟ้อในช่วงต้นปี มาเป็น การยอมรับว่า อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ได้ผ่านจุดที่ Peak มาแล้ว ก่อนที่จะส่งสัญญาณเข้าสู่วงจรการลดดอกเบี้ยในช่วงปลายไตรมาสที่ 3/2567 ซึ่งปัจจัยดังกล่าวสะท้อนผ่านภาพการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ขยับอ่อนค่าลงในช่วงครึ่งปีแรก แต่ก็พลิกกลับมาแข็งค่าในช่วงไตรมาส 3/2567 และกลับไปอ่อนค่าอีกครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ปี 2568 ติดตาม 3 ปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบอ่อนค่า
1) ผลกระทบจากนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจมีผลทำให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ขยับสูงขึ้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวย่อมจะมีผลต่อมุมมองและจังหวะการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด โดยยิ่งความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้เฟดต้องระมัดระวังมากขึ้นในการพิจารณาจังหวะเวลาของการปรับลดดอกเบี้ย นอกจากนี้ แนวโน้มการกลับมาปรับเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากจีน (และอีกหลายๆ ประเทศ) อาจส่งผลกดดันให้เงินหยวนอ่อนค่าลงในลักษณะที่คล้ายกับที่เห็นในรอบการปรับขึ้นภาษีนำเข้าในสมัยแรกที่นายโดนัลด์ ทรัมป์เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
2) แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน นอกเหนือไปจากผลกระทบของนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์แล้ว คงต้องยอมรับว่า ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ผลทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนมีความเปราะบางและอาจต้องเลื่อนเวลาออกไป โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความเปราะบางของภาคอสังหาริมทรัพย์ และสัญญาณอ่อนแอของการใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้ตลาดประเมินว่า ธนาคารกลางจีนอาจจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก (ซึ่งบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีของจีนปรับตัวรับมุมมองดังกล่าวด้วยการร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นปี 2568) และมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นเงินหยวนอ่อนค่าลงอีกในระหว่างปี และอาจเพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าให้กับค่าเงินบาท (ทั้งนี้ ค่า Correlation ระหว่าง USD/THB และ USD/CNY อยู่ที่ระดับประมาณ 0.70 ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนว่า ค่าเงินบาทและค่าเงินหยวนมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกันค่อนข้างมาก)
3) ปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอของเศรษฐกิจไทย ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 อาจเติบโตที่ 2.4% ช้าลงกว่าปี 2567 เล็กน้อย ขณะที่ ความเสี่ยงต่อจังหวะการฟื้นตัวที่ล่าช้าของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน และอาจได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของต่างประเทศ ทำให้ยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลงเพิ่มเติม หลังจากที่มีการปรับลดไปแล้วในรอบการประชุมเดือนตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา
แรงกดดันเงินบาทอ่อนค่า...อาจทยอยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2568
คงต้องยอมรับว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของปี 2568 ทั้งในประเด็นของรายละเอียด ความเข้มข้มของมาตรการ และจังหวะเวลาที่มาตรการต่างๆ จะมีผล อย่างไรก็ดี คาดว่า ภาพต่างๆ คงจะทยอยมีความชัดเจนมากขึ้นหลังผ่านพ้นในช่วง 100 วันแรก และทีมเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ทยอยเดินหน้าเจรจากับประเทศคู่ค้า และอาจส่งผลทำให้สัญญาณของความขัดแย้งในประเด็นด้านการค้า โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทวีความตึงเครียดมากขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวไม่เพียงจะมีผลต่อค่าเงินหยวนและสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย แต่ยังน่าจะมีผลต่อแนวโน้มการส่งออกและจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีด้วยเช่นกัน
ภายใต้สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบที่ผันผวน และมีแนวโน้มอ่อนค่าไปที่ระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ สิ้นปี 2568 (คาดการณ์โดยธนาคารกสิกรไทย)
อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามท่าทีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ที่ต้องการให้เงินดอลลาร์ฯ ขยับอ่อนค่าลง ซึ่งอาจสร้างความสับสน กดดันเงินดอลลาร์ฯ และเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดด้วยเช่นกัน