สำหรับ การดำเนินนโยบาย Resiliency ไม่ใช่แค่เสถียรภาพ (stability) แต่กว้างกว่านั้น ยังรวมไปถึง ความทนทาน ยืดหยุ่น ล้มแล้วลุกเร็ว ปรับตัว แต่ก็หนีไม่พ้นเรื่องของเสถียรภาพ
“หากดูด้านนโยบายการเงินของธปท. คงไม่ใช่การดำเนินนโยบายใด เป็นนโยบายเดียว เช่นการดำเนินนโยบายการเงิน จากดอกเบี้ย ที่ดอกเบี้ยต้องเล่นหลายบทบาท ต้องดูแลเรื่องเสถียรภาพในประเทศ เสถียรภาพต่างประเทศ ดูแลเจ้าหนี้ลูกหนี้ ดังนั้นการจะให้ดอกเบี้ยอันเดียวตอบโจทย์ตัวของมันเองเป็นไปได้ยาก”
ดังนั้น การดำเนินนโยบายการเงินต้องมี Resiliency จึงต้องเสริมนโยบายอื่นๆ เข้ามาด้วย เช่นมาตรการด้านการเงิน การแก้หนี้ มาตรการปรับหนี้เพื่อมาเสริมตรงนี้ และอีกด้านที่ทำมาโดยตลอดคือ การดู Outlook dependent มากกว่า Data dependent ให้สอดคล้องกับโลกที่มีความผันผวนสูง เพราะหากไปพึ่ง Data depend ผลที่ออกมาจะทำให้นโยบายมีความผันผวน ทำให้นโยบายขาดเสถียรภาพ และเกิดความเสี่ยงจากการทำนโยบายตามมาได้
แทนที่การทำนโยบายการเงิน จะลดความเสี่ยงในระบบ ลดความไม่แน่นอน จะยิ่งทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูงขึ้น เหล่านี้คือสิ่งที่ธปท. ไม่อยากเห็น ดังนั้น นโยบายการเงินต้องยืดหยุ่น และไม่ทำเหมือนบางประเทศ ที่มีการให้ Forward Guidance มากเกินไป เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้ถูกต้องและเหมาะสมทำได้ยาก หากเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เหมาะสมอาจต้องเปลี่ยนไปด้วย ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เราไม่อยากเห็น คือการทำนโยบายไปทางหนึ่ง แต่ต้องกลับลำ เหล่านี้ไม่ใช่นโยบายที่เอื้อต่อเศรษฐกิจไทย และไม่ใช่นโยบายที่ Resiliency