ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะมีแนวทางการจัดเก็บรายได้เพื่อสนับสนุนภาคเอกชน ประกอบไปด้วย
1.การเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำ (Global Minimum Tax) ที่อัตรา 15% ตามหลักการ Pillar 2 ขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งอัตราการจัดเก็บภาษีของไทยต้องลดลงจากปัจจุบันที่ 20% เพื่อให้สามารถแข่งขันกับชาวโลกได้
2.ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จัดเก็บในอัตราที่ลดลงมาเพื่อให้ดึงดูดบุคลากรและคนเก่งจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในไทย ซึ่งหลายประเทศส่วนใหญ่จะจัดเก็บภาษีเงินได้อยู่ที่ 17-18% และต่ำที่สุดที่ 15%
3.ปรับเพิ่มภาษีบริโภค หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งฐานภาษีไทยอยู่ระดับต่ำ เนื่องจากฐานภาษีใหญ่จากภาษีการบริโภค หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งคงไว้ที่อัตรา 7% เท่านั้น จากอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 10% ขณะที่เฉลี่ยแล้วทั่วโลกจัดเก็บที่อัตรา 15-25% โดยจีนจัดเก็บที่ 19% สิงคโปร์ 9% และหลายประเทศในยุโรปอยู่ที่ 20%
“ภาษีบริโภคเป็นภาษีที่คนทั่วไปมองว่าเซนซิทีฟ อย่างไรก็ตามหากจัดเก็บอัตราเหมาะสมจะเป็นเครื่องมือช่วยลดช่องว่างระหว่างรายได้ของคนรวยและคนจนให้เล็กลงได้”
ทั้งนี้ เนื่องจากการบริโภคเป็นไปตามฐานะของบุคคล คนรวยมากก็บริโภคมาก ส่วนคนรายได้น้อยจะบริโภคน้อย ดังนั้นหากเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำหมายความว่าทุกคนจ่ายต่ำ ยอดการจัดเก็บรายได้รัฐก็จะมีน้อย
ขณะที่หากเก็บภาษีบริโภคในอัตราที่สูงขึ้นได้ เงินกองกลางหรือรายได้รัฐก็จะใหญ่ขึ้น ซึ่งจะสามารถนำรายได้ดังกล่าวจัดสรรงบประมาณและส่งผ่านให้คนรายได้น้อย ผ่านมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข ที่อยู่อาศัย การศึกษา รวมทั้งสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจในประเทศ ในการอุดหนุนด้านสาธารณูปโภคให้มีต้นทุนที่ต่ำลง
“การเก็บภาษีสูงหรือต่ำจะต้องพิจารณาให้ดีในแง่ของนโยบายการจัดเก็บภาษีของรัฐ ผมคิดเรื่องนี้ทุกคืน ซึ่งลำดับแรกจะต้องทำให้คนเข้าใจก่อน หากไม่เข้าใจแล้ว ผมจะอยู่รอดถึงวันไหนนะ” นายพิชัย กล่าว
นางสาวกลุยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “Government’s Mechanisms to Achieve SDGs“ ภายในงานSustainability Forum 2025: Synergizing for Driving Business ว่า กรมสรรพสามิต เตรียมเสนอแนวทางจัดเก็บภาษีคาร์บอนสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 ธ.ค.นี้
ทั้งนี้ กำหนดอัตราจัดเก็บอยู่ที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอน โดยยืนยันว่าไม่กระทบราคาขายปลีกน้ำมัน รวมทั้งภาษีคาร์บอนจะฝังอยู่ในภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยจะมีอัตราแตกต่างกันไปในน้ำมันแต่ละชนิด ตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
นอกจากนี้ การกำหนดอัตราภาษีคาร์บอนในโครงสร้างภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันในเบื้องต้นจะไม่ส่งผลต่อภาระภาษีของผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยผลการศึกษาของ World Economic Forum พบว่าประเทศที่มีกลไกบังคับใช้กฎหมายภาษีคาร์บอน จะลดปล่อยคาร์บอนลง 2% ขณะที่ประเทศที่ไม่มีกลไกภาคบังคับจะปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้น 3% และช่องว่างดังกล่าวจะกว้างขึ้น
นางสาวกุลยา กล่าวว่า กรมสรรพสามิตเข้าใจดีว่าราคาน้ำมันมีความอ่อนไหวซึ่งเป็นต้นทุนของหลายภาคส่วน โดยเบื้องต้นจะเป็นการสร้างความตระหนักรู้ของผู้บริโภคและกำหนดให้อัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเท่าเดิม โดยในระยะต่อไปจะต้องมีการขยับและเปลี่ยนแปลงในอัตราที่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมเรื่องความยั่งยืน