รวมทั้งต้องติดตามความเสี่ยงจากการต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบของครัวเรือน จากสถานการณ์คุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลง รวมถึงมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่องและมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น เริ่มกระทบการเข้าถึงสินเชื่อลูกหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้ที่กู้ในระบบเต็มวงเงินแล้วทำให้ไม่เหลือทางเลือกจนต้องพึ่งหนี้นอกระบบ
ทั้งนี้ การสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2566 พบว่า ครัวเรือนไทยก่อหนี้นอกระบบมูลค่า 6.7 หมื่นล้านบาท และส่วนใหญ่ 47.5% ก่อหนี้เพื่อใช้จ่ายอุปโภคบริโภค โดยสะท้อนปัญหาขาดสภาพคล่องของครัวเรือน
สำหรับการก่อหนี้นอกระบบจะทำให้ลูกหนี้เสี่ยงตกอยู่ในวังวนหนี้สินไม่รู้จบ ทั้งจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินกฎหมายกำหนด ซึ่งบางครั้งสูงถึง 20% ต่อเดือน หรือ 240% ต่อปี หรือการถูกโกงจากสัญญาที่ไม่ชัดเจน หรือใช้วิธีการทวงหนี้ที่ผิดกฎหมายและรุนแรง
ขณะที่ ผลกระทบของอุทกภัยต่อสภาพคล่องและความสามารถการชำระหนี้ของครัวเรือน จากสถานการณ์อุทกภัยวงกว้างมีผู้ประสบภัยกว่า 3.3 แสนครัวเรือน คิดเป็นความเสียหายต่อเศรษฐกิจถึง 4.65 หมื่นล้านบาท ทำให้ครัวเรือนมีปัญหาสภาพคล่องจากรายได้ที่ลดลง และอาจนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้
ส่วนแนวทางการดูแลสถานการณ์หนี้ครัวเรือนให้ดีขึ้นต้องมีมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะหนี้ที่เกี่ยวกับความมั่นคงในชีวิต เช่น หนี้บ้าน หรือหนี้รถยนต์ หรือหนี้ธุรกิจ
ขณะที่ แนวทางการลดอัตราเงินนำส่งเงินสมทบกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ต้องรอแนวทางที่ชัดเจนว่าจะมีรูปแบบใด แต่ สศช.มองว่าจะเป็นช่องทางหนึ่งช่วยแก้ปัญหาได้
“การใช้เงินจาก FIDF ลดภาระดอกเบี้ยให้ผู้เป็นหนี้เสียถือว่าจำเป็นเพราะการคลังมีข้อจำกัด แม้ทำให้ชำระหนี้ช้าลงบ้าง ส่วนจะได้ผลแค่ไหนต้องประเมินเมื่อโครงการบังคับใช้ แต่สิ่งที่เอามาใช้จากส่วนนี้ถือเป็นการเอาทรัพยากรทางการเงินมาใช้ แม้ไม่ใช้งบประมาณแต่ต้องดูให้รอบคอบตรงเป้าในกลุ่มที่จำเป็นเลือกกลุ่มที่มีโอกาสรอดได้เพื่อให้มาตรการบรรลุผล” นายดนุชา กล่าว