นางสาวภัทรัตน์ หงษ์ทอง เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐอินเดีย กล่าวว่า สิ่งสำคัญในการเข้าไปทำธุรกิจในอินเดียคือ ความเชื่อมั่น(Trust) และ ความมั่นใจ (Confidence) เปิดใจที่จะยอมรับและทำความรู้จักตลาดอินเดียให้มากขึ้น เพราะตลาดอินเดียถือว่าเป็นดาวรุ่งของการลงทุนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะกับนักธุรกิจของไทย ด้วยปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญในหลายด้าน ได้แก่ การเชื่อมต่อด้านคมนาคม ที่สามารถขนส่งได้ทั้งทางอากาศ มีเครื่องบินระหว่างกัน 328 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทางบกด้วยเส้นทางถนนสามฝ่ายอินเดีย-ไทย-เมียนมา และทางน้ำจากความร่วมมือระหว่างท่าเรือระนองกับท่าเรืออินเดีย โดยสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้ากลุ่ม Supply Chain ยังเป็นที่ต้องการและมีโอกาสอีกมากในตลาดอินเดีย ด้วยประชากรที่มากกว่า 1.4 พันล้านคนทำให้มีอัตราการบริโภคสูง ซึ่งสินค้าส่งออกของไทยที่ยังเป็นที่ต้องการ อาทิ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม มีมูลค่าการส่งออกไปอินเดียกว่า 1 พันล้านบาท กลุ่มสินค้าผลไม้สดและแปรรูป มีมูลค่าส่งออกกว่า 607 ล้านบาท นอกจากนี้ กลุ่มสินค้าของตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ ก็ยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากไลฟ์สไตล์ของคนอินเดียที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ที่อินเดียเป็นศูนย์กลางผลิตยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทั้งนี้ อินเดียยังสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนในอินเดียเพิ่มขึ้น ด้วยการสร้างพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษในเมืองต่างๆ เพื่อรองรับหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งอุตสาหกรรมที่รัฐบาลอินเดียสนับสนุนเป็นอันดับต้นๆ คือ อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร ธุรกิจบริการ โรงแรม อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น โดยปัจจุบันมีบริษัทในไทยเข้าไปลงทุนอยู่ราว 45 บริษัทเท่านั้น
“สินค้าและการลงทุนจากไทย ยังเป็นที่ต้องการจากอินเดียเป็นอันดับต้นๆ และมีโอกาสในการขยายตลาดอีกมาก เช่น ธุรกิจร้านอาหารในกรุงนิวเดลี พบว่ามีร้านอาหารไทยเพียง 1 ร้าน ทั้ง ๆที่มีประชากรกว่า 30-40 ล้านคน นักธุรกิจไทยที่ต้องการเข้าไปลงทุนในอินเดียควรจะเริ่มจากการส่งออกสินค้าไปอินเดียก่อน เพื่อทำความคุ้นเคยกับตลาด ซึ่งอินเดียค่อนข้างมีความซับซ้อนในเรื่องของข้อกฎหมายที่มีทั้งกฎหมายส่วนกลาง และกฎหมายระดับท้องถิ่น แต่หากสามารถเข้าไปลงทุนในอินเดียได้ เชื่อมั่นว่าเป็นตลาดใหม่ที่สร้างความยั่งยืนในระยะยาวให้แก่ภาคธุรกิจได้เติบโตอย่างมั่นคง” นางสาวภัทรัตน์กล่าว