เนชั่นทีวี

Business thai

กรมสรรพสามิตแนะเร่งใช้สิทธิซื้อรถอีวีก่อนหมดเขตรับเงินอุดหนุน

17 เม.ย. 2566

กรมสรรพสามิตแนะเร่งใช้สิทธิซื้อรถอีวีก่อนหมดเขตรับเงินอุดหนุน

กรมสรรพสามิตแนะประชาชนรีบจองซื้อรถยานยนต์ไฟฟ้า ก่อนหมดเขตรับส่วนลดสิ้นธ.ค.นี้ ระบุเงินอุดหุนน 2,900 ล้านเพียงพอกับปีงบประมาณ 66

นายเกรียงไกร พัฒนาภรณ์ รองอธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ในสิ้นเดือนธ.ค.นี้จะหมดเขตการให้ส่วนลดอุดหนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี  ซึ่งขอให้รีบจองรถอีวีและดำเนินการจดทะเบียนรถเข้าตามมาตรการก่อน โดยรถยนต์อีวีจะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด 1.5 แสนบาทต่อคัน ส่วนรถจักรยานยนต์อีวี ได้รับ 1.8 หมื่นบาทต่อคัน

ทั้งนี้ในสิ้นเดือนก.พ.ที่ผ่านมามีประชาชนยื่นขอรับการส่งเสริมการใช้รถยนต์ อีวี  จากภาครัฐสะสมจำนวน 4.2 หมื่นคัน  ซึ่งยังไม่ได้เป็นยอดที่รับจองในงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 44  ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 มี.ค.-2 เม.ย. ที่ผ่านมา หากรวมกันแล้ว จะทำให้ยอดจองรถอีวีที่ขอรับมาตรการส่งเสริมภาครัฐสะสมเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 5 หมื่นคัน

สำหรับความคืบหน้าการจ่ายเงินชดเชยตามมาตรการอีวีนั้น  ได้จ่ายไปแล้ว  806  ล้านบาท จากกรอบงบประมาณ 2,900 ล้านบาทที่รัฐบาลอนุมัติ แบ่งเป็นรถอีวีจำนวนกว่า 7,200 คัน และรถจักยานยนต์อีวี 1,300 คัน

ส่วนวงเงินที่เหลือคาดว่า จะใช้ชดเชยได้เพียงพอถึงสิ้นสุดปีงบประมาณ 2566 หรือสิ้นเดือนก.ย.นี้ ขณะที่ปีงบประมาณ 2567 ก็จะต้องรอรัฐบาลอนุมัติวงเงินก้อนใหม่ ตามแผนที่ตั้งไว้ตลอดมาตรการ ปี 2565-2568 รวม 4 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มาตรการอีวีในช่วงปี 2567-2678 นั้น คาดว่าจะมีการปรับรายละเอียดใหม่ ซึ่งจะต้องรอคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาลใหม่อีกครั้ง  รวมถึงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตแบตเตอรี่สำหรับสนับสนุนอุตสาหกรรมรถอีวีด้วย ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มบริษัทผลิตรถยนต์บีวายดี มีความสนใจจะจัดตั้งโรงงานแบตเตอรี่ในไทยแล้วจำนวนหนึ่งราย

ปัจจุบันภาษีสรรพสามิตแบตเตอรี่ จัดเก็บในอัตราเดียวคือ 8% ของมูลค่า ซึ่งโครงสร้างที่ปรับปรุงใหม่นี้จะมีเงื่อนไข เฉพาะแบตเตอรี่ริเทียม ที่ใช้ในรถอีวี ที่มีอายุการใช้งานตามกำหนด 8-10 ปี ที่ผลิตในประเทศไทย โดยโรงงานที่เข้าร่วมมาตรการ ก็จะต้องจดทะเบียนกับกรมสรรพสามิต และมีระบบการผลิตไปจนถึงการกำจัดหรือรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่หมดอายุ อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็จะได้การลด หรือยกเว้นภาษีตามมาตรการสนับสนุนต่อไป