เนชั่นทีวี

Business thai

ธปท.คาดเงินดิจิทัล 5.6 แสนล้าน ดัน GDP 4.4%

30 ต.ค. 2566 | kwanprasert_sri

ธปท.คาดเงินดิจิทัล 5.6 แสนล้าน ดัน GDP 4.4%

การประเมินการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 67 ของ ธปท.ที่จีดีพีคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ 4.4% เป็นการรวมผลของนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่ใช้วงเงิน 5.6 แสนล้านบาท เศรษฐกิจไทยถึงจะเติบโตตามที่คาดการณ์ไว้

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ระบุ เศรษฐกิจปีนี้ประเมินไว้ว่าจะขยายตัวได้ที่ 2.7-2.8% ซึ่งน่าจะออกมาใกล้เคียง เพียงแต่ในช่วงไตรมาส 3 อาจจะมีบางตัวเลขที่ชะลอกว่าที่มองไว้ เช่น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่ต่ำกว่าคาดไว้เดิม ขณะที่การส่งออกก็เป็นไปตามคาด แต่อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังไปได้ต่อเนื่อง สะท้อนจากการฟื้นตัวของการบริโภคยังแข็งแกร่ง

ธปท.คาดเงินดิจิทัล 5.6 แสนล้าน ดัน GDP 4.4%

การประเมินการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 67 ของ ธปท.ที่จีดีพีคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ 4.4% เป็นการรวมผลของนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่ใช้วงเงิน 5.6 แสนล้านบาท เศรษฐกิจไทยถึงจะเติบโตตามที่คาดการณ์ไว้ แต่หากการดำเนินนโยบายดังกล่าวไม่ได้ใช้วงเงินที่ระดับ 5.6 แสนล้านบาท ก็ต้องยอมรับว่า จีดีพีไทยในปี 67 จะปรับลดลงต่ำกว่า 4.4% แต่ปรับเป็นเท่าไรยังประเมินไม่ได้ เพราะนโยบายแจกเงินดิจิทัลยังไม่มีความชัดเจน

 

ทั้งนี้ ความเสี่ยงจากปัจจัยโลกมีสูงขึ้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก มีการฟื้นตัวช้า และไม่ทั่วถึง ซึ่งทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) คาดว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้ จะขยายตัวอยู่ที่ราว 3% ถือเป็นการขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 30ปี นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจาก การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน จากภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงความเสี่ยงใหม่ๆจาก ซัพพลายเชน และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ geopolitics ที่มีผลกระทบต่อการค้าโลก รวมถึง ปัญหาสงครามในอิสราเอล ที่ความเสี่ยงประเมินได้ยาก ทั้งยังคาดการณ์ผลกระทบได้ยาก และความเสี่ยงยังมีมากขึ้น หากสถานการณ์ขยายไปสู่ประเทศอื่นๆ ความเสี่ยงเหล่านี้มีสูงขึ้น และเป็นผลให้บนเวทีโลกมีการพูดถึงเสถียรภาพค่อนข้างมาก ทำให้ IMF มีการแนะนำให้หลายประเทศ ดำเนินนโยบายที่สร้างเสถียรภาพมากขึ้น เช่น การดูแลเงินเฟ้อให้กลับมาอยู่ในกรอบ

ธปท.คาดเงินดิจิทัล 5.6 แสนล้าน ดัน GDP 4.4%

สำหรับประเทศไทย ในมุมเสถียรภาพ ภาพรวมถือว่ามีเสถียรภาพ แต่ชะล่าใจไม่ได้ เนื่องจาก แม้จะมีบางจุดมีเสถียรภาพที่ดี เช่น ด้านต่างประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้ ปีหน้าเกินดุลต่อเนื่อง หนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ทุนสำรองอยู่ในระดับสูง แต่ยังมีบางจุด ที่ต้องจับตามอง เช่น หนี้ครัวเรือน ที่ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 90.7% แม้ลดลงจากระดับสูงสุดที่ 94% แต่ระดับดังกล่าว ถือว่าอยู่ในระดับสูง โดยเป้าหมายของธปท.ต้องการให้หนี้ครัวเรือนลดลงไปอยู่ในระดับปกติ ตามมาตรฐานสากล ที่ราว 80%

นอกจากนี้ อีกจุดที่ห่วง ยังมีหนี้สาธารณะ ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 61.7% ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ หากเทียบกับระดับก่อนโควิด ที่อยู่เพียง 40% และที่สะท้อนว่า เสถียรภาพเป็นสิ่งที่ชะล่าใจไม่ได้ คือการตอบสนองของตลาดการเงิน หรือ Market reaction ที่ปัจจุบันมีเงินไหลออก ทั้งตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ โดยนับตั้งแต่ต้นปี ถึงปัจจุบัน (YTD) มีเงินไหลออกสุทธิแล้ว 8.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นอันดับสอง รองจากอดีตที่เคยมีเงินไหลออกถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สวนทางกับประเทศอื่นๆ ที่มีเงินทุนไหลเข้า เช่น เกาหลี อินเดีย มาเลเซีย

ธปท.คาดเงินดิจิทัล 5.6 แสนล้าน ดัน GDP 4.4%

นอกจากนี้ ยังเห็นความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ที่มีความผันผวนมากขึ้น ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 8-9% ซึ่งผันผวนสูงอันดับต้นๆของภูมิภาค และผันผวนสุงหากเทียบกับอดีตที่ผ่านมา สอดคล้องกับ Credit Default Swap การซื้อประกันความเสี่ยง ที่เพิ่มสูงขึ้นราว 0.50-0.70% สะท้อนความกังวลมากขึ้น

 

ด้วยสถานการณ์ในข้างต้น ภายใต้บริบทปัจจุบัน ในมุมของ ธปท.จึงต้อง ปรับโหมด”ตามสถานการณ์ หรือมีโฟกัสที่เปลี่ยนไป แต่ไม่ใช่การปรับทิศทาง จากการมองภาพระยะสั้น ไปเป็นการมองเรื่องระยะปานกลางมากขึ้น และสิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นจากวิกฤติได้ คือการทำให้เศรษฐกิจมี Resilience หรือมีความยืดหยุ่นทนทานมากขึ้น

ข่าวล่าสุด