นอกจากนี้ อีกจุดที่ห่วง ยังมีหนี้สาธารณะ ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 61.7% ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ หากเทียบกับระดับก่อนโควิด ที่อยู่เพียง 40% และที่สะท้อนว่า เสถียรภาพเป็นสิ่งที่ชะล่าใจไม่ได้ คือการตอบสนองของตลาดการเงิน หรือ Market reaction ที่ปัจจุบันมีเงินไหลออก ทั้งตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ โดยนับตั้งแต่ต้นปี ถึงปัจจุบัน (YTD) มีเงินไหลออกสุทธิแล้ว 8.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นอันดับสอง รองจากอดีตที่เคยมีเงินไหลออกถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สวนทางกับประเทศอื่นๆ ที่มีเงินทุนไหลเข้า เช่น เกาหลี อินเดีย มาเลเซีย
นอกจากนี้ ยังเห็นความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ที่มีความผันผวนมากขึ้น ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 8-9% ซึ่งผันผวนสูงอันดับต้นๆของภูมิภาค และผันผวนสุงหากเทียบกับอดีตที่ผ่านมา สอดคล้องกับ Credit Default Swap การซื้อประกันความเสี่ยง ที่เพิ่มสูงขึ้นราว 0.50-0.70% สะท้อนความกังวลมากขึ้น
ด้วยสถานการณ์ในข้างต้น ภายใต้บริบทปัจจุบัน ในมุมของ ธปท.จึงต้อง ปรับโหมด”ตามสถานการณ์ หรือมีโฟกัสที่เปลี่ยนไป แต่ไม่ใช่การปรับทิศทาง จากการมองภาพระยะสั้น ไปเป็นการมองเรื่องระยะปานกลางมากขึ้น และสิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นจากวิกฤติได้ คือการทำให้เศรษฐกิจมี Resilience หรือมีความยืดหยุ่นทนทานมากขึ้น