'ทนง' ชี้หมดยุคแจกเงิน แนะสร้างกลไกหนุนศก.ชุมชน
14 ก.ย. 2566 | kwanprasert_sri

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.ทนง พิทยะ ระบุ ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทของรัฐบาลบาลเพื่อไทย ที่ต้องใช้งบประมาณมากกว่า 5 แสนล้านบาท
Business thai
14 ก.ย. 2566 | kwanprasert_sri

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.ทนง พิทยะ ระบุ ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทของรัฐบาลบาลเพื่อไทย ที่ต้องใช้งบประมาณมากกว่า 5 แสนล้านบาท
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.ทนง พิทยะ ระบุ ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทของรัฐบาลบาลเพื่อไทย ที่ต้องใช้งบประมาณมากกว่า 5 แสนล้านบาท มองว่าหมดยุคของการแจกเงินให้เปล่า ควรจะต้องลงไปแก้ไขความยากจนของประชาชนในพื้นที่ ทำให้เงินทุนหมุนเวียน และสร้างตลาดสินค้าชุมชนเพิ่มขึ้น ต่อยอดนโยบายจากสมัยไทยรักไทยที่มีหลายนโนบาย เช่น กองทุนหมู่บ้านหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท และโอทอป สร้างรายได้ระดับชุมชน และช่วยลดหนี้ให้ประชาชนได้
ซึ่งการใช้เงินดิจิทัลมาทำนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตแจกคนละ 1 หมื่นบาท เป็นวงเงิน 5.6 แสนล้านบาท นั้นเท่ากับแจกเงินให้กับแต่ละหมู่บ้านประมาณ 6.5 ล้านบาท หากทำจริงเงินจำนวนนี้สามารถสร้างความสามารถในการยกระดับเศรษฐกิจ หรือหมุนเวียนในชุมชนไปต่อเนื่องได้เป็นระยะเวลา 4 – 5 ปีซึ่งเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องได้หรือไม่ หากทำได้จะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างแท้จริง และเกิดผลิตภายในระดับชุมชนได้ เพราะหากทำแค่ให้การใช้จ่ายเงินก็จะหมุนออกจากชุมชนและไปสู่อุตสาหกรรมใหญ่ที่ขายสินค้า โดยที่ไม่เกิดผลบวกต่อเศรษฐกิจมากพอ รวมทั้งเสี่ยงต่อภาระการคลังในระยะยาว
ส่วนนโยบายการลดค่าพลังงาน ค่าไฟ มองว่าเป็นผลระยะสั้น การลดภายใต้วิธีการและสัญญาเดิมทำให้รัฐบาลต้องภาระมากขึ้นตามมา
ทั้งนี้ ความท้าทายของรัฐบาลในนโยบายเศรษฐกิจเพื่อคนจน ซึ่งที่ผ่านมาเกิดผลพวงจากนโยบายประชานิยมที่ทำให้ประชาชนต้องรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวล รวมทั้งผลพวงจากโควิด-19 ที่รุนแรงมากในช่วง 3 ปีทั้งที่รัฐบาลอัดฉีดเงินช่วยมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่หนี้ครัวเรือนที่เคยอยู่ระดับ 70% ต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นเป็น 90% คนจนเป็นหนี้เพิ่มกว่า 3 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีคำตอบว่าจะช่วยได้อย่างไร การพักหนี้จะทำอย่างไร เพราะหนี้ของคนจนส่วนใหญ่เป็นหนี้นอกระบบและดอกเบี้ยสูงมาก ภาครัฐจะเข้าไปดูแลได้อย่างไร