จากเหตุการณ์ดังกล่าว เนชั่นออนไลน์ ได้สัมภาษณ์ นายวุฒิชัย คุณเจตน์ นายกสมาคมทุเรียนไทยที่มองว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดทุเรียนในภาพรวมมากนัก แต่เป็นเรื่องของระบบราชการในการตรวจสอบให้มีการสวมสิทธิ์กันได้อย่างไร
ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาชิปปิ้งสวมสิทธิ์ใช้ใบรับรอง GAP ของเกษตร กร เพื่อการส่งออกทุเรียน ทั้งที่เกษตรกรยังไม่ได้เก็บเกี่ยวทุเรียน แต่ GAP ถูกนำไปใช้ ซึ่งที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้แก้ปัญหาระบบตัวเลข GAP ใหม่แล้วแต่ก็ยังมีปัญหานี้เกิดขึ้นอีก
โดยปกติแล้วกรมวิชาการเกษตร ต้องมีการบันทึกเอกสารว่า การขนย้ายทุเรียนจากสวนไปที่ล้งไหนบ้างก่อนทำการส่งออก เพราะโดยหลักการแล้วการส่งออกต้องใช้ผลผลิตจากแปลง GAP ที่ได้รับการ รับรองจากกรมวิชาการเกษตร และใช้โรงคัดบรรจุสินค้าที่ได้การรับรอง GMP และเป็นโรงคัดบรรจุ ที่ได้ขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตสินค้าพืชกับกรมวิชาการเกษตรถึงจะสามารถดำเนินการได้
ซึ่งหากทุเรียนส่งออกไปต่างประเทศมีคุณภาพทานได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นทุเรียนอ่อนที่ไม่มีคุณภาพก็จะถูกตีกลับและถ้าบริโภคไม่ได้ก็สร้างความเสียหายต่อการส่งออกทุเรียนไทยและอาจถูก"แบน " ไม่ให้นำเข้า ได้
ส่วนการส่งออกทุเรียนไทยไปต่างประเทศนั้น ขณะนี้คู่แข่งสำคัญ คือเวียดนาม ที่เริ่มทำตลาดส่งออกทุเรียนไทยไปจีน และราคาต่ำกว่าของไทยทำให้ผู้ส่งออกต้องมีการลดราคาขายให้เท่ากับเวียดนาม เพราะทุเรียนสดมีเวลาจำกัดในการขาย ถ้าไม่รีบขายจะเน่าเสียได้ง่าย
โดยของเวียดนามขายในราคาขายประมาณกก.ละ 160 บาท ของไทยอยู่ที่กก.ละ 166-170 บาท ขณะที่มาเลเซีย เริ่ม รุกตลาดทุเรียนพรีเมียมส่งออกแช่แข็งทั้งผลไปจีน โดยใช้สายพันธุ์ มูซังคิง โดยรสชาติไม่แพ้ทุเรียนไทย และเมื่อแก่จัดเนื้อก็ยังคงรูปได้ดีราคาขายตกกก.ละ 300 บาท
สอดรับกับนายภานุวัชร์ ไหมแก้ว นายกสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด กล่าวว่า ราคาทุเรียนไทย ที่ส่งออกปัจจุบันแพงว่าเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามทำให้ผู้ส่งออกต้องดั๊มราคาขายให้เท่าเวียดนามไม่เช่นนั้นจะทำให้ทุเรียนไทยขายไม่ได้ เพราะคุณภาพทุเรียนหมอนทองคล้ายกับไทยมาก
ซึ่งอยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลช่วยเหลือผู้ส่งออกไม่ใช่เฉพาะเกษตร กร เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถอยู่ได้ พร้อมขยายตลาดใหม่ เช่น ซาอุดิอาเบีย และอินเดีย เพราะปัจจุบันจีนเป็นประเทศส่งออกหลัก ปีที่แล้วส่งออกมากถึง 1.3 ล้านตัน แบ่งเป็นทุเรียนภาคตะวันออก 6-7 แสนตัน และทุเรียนใต้ประมาณ 5-6 แสนตัน โดยมีการนำเข้าทุเรียนสดจากไทยมากสุด
หากพูดถึงทุเรียนไทยพันธุ์หมอนทอง ยังเป็นที่นิยมของต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งจากข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศพบว่า
- ปี 62 ไทยส่งออกทุเรียนไปจีนมากสุด 849.59 ล้านเหรียญสหรัฐ
- ปี 63 ขึ้นมาแตะที่ระดับ 1,508.62 ล้านเหรียญสหรัฐ
- ปี 64 ก้าวกระโดดขึ้นมาที่ 3,138 ล้านเหรียญสหรัฐสูงสุดเป็นประ วัติการณ์ นับจากมีการส่งออกทุเรียน ประกอบกับมีการผ่อนคลายนำเข้าผลไม้บางเมืองของจีน ทำให้การส่งออกทุเรียนไทยมีสัดส่วนที่สูง
- ปี 65 อยู่ที่ 3,097.94 ล้านเหรียญสหรัฐ
- ตัวเลข 5 เดือนของปี 66 (ม.ค.-พ.ค.) อยู่ที่ 2,091.58 ล้านเหรียญสหรัฐ
ดังนั้น จึงจัดได้ว่าทุเรียนไทยเป็นราชาผลไม้ ที่สำคัญของไทย และเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ในกลุ่มผลไม้ไทยที่ส่งออก ไปยังตลาดทั่วโลก โดยมีตลาดหลักที่สำคัญ คือ จีน ฮ่องกง และเวียดนาม
แต่จากสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นทุเรียนของไทย ทั้งการส่งออกทุเรียนด้อยคุณภาพ การนำทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาสวมเป็นทุเรียนไทยเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศมีให้เห็นกันดาษดื่น ซึ่งส่งผลเสียหายต่ออุตสาหกรรมอย่างมาก จึงถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้อง"สังคายนา "ผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ทั้งเกษตรกร ล้ง ชิ้ปปิ้ง และผู้ส่งออก หรือกลุ่มเงินทุนสีเทาที่เข้ามาแอบแฝงหาผลประโยชน์กับประเทศรัฐควรจัดการให้สิ้นซาก ไม่ปล่อยให้เป็นหนามแหลมคม คอยทิ่มแทงผู้คนในแวดวงธุรกิจทุเรียนของไทย จนไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้...