เนชั่นทีวี

Business thai

จับตาปมทุเรียนร้อน ! เปิดแผลสวมสิทธิส่งออกด้อยคุณภาพ

09 ก.ค. 2566 | sukanya_san

จับตาปมทุเรียนร้อน ! เปิดแผลสวมสิทธิส่งออกด้อยคุณภาพ

กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่สังคมจับตามอง หลังเกิดเหตุการณ์ศุลกากรจับรถบรรทุกทุเรียนสดที่ไม่มีหลักฐานผ่านพิธีการศุลกากร จนทำให้ตัวแทนล้งร้องขอความเป็นธรรม ก่อนนำไปสู่ความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของข้อมูลสะท้อนถึงสารพัดปัญหาที่ถูกซ่อนไว้ที่ต้องค้นหาความจริงต่อไป

เกิดดรามาในโลกโซเชียล หลังเจ้าหน้าที่ศุลกากร อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เข้าจับกุมรถบรรทุก 6 ล้อ ต้องสงสัย ที่บริเวณถนน 317 (สระแก้ว-จันทบุรี) ช่วงบริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลวังสมบูรณ์ ต.วังสมบูรณ์ อ.วังสมบูรณ์ ภายในรถบรรทุกตรวจพบทุเรียนสด ระบุว่า มีถิ่นกำเนิดในต่างประเทศ และไม่มีเอกสารหลักฐาน แสดงการผ่านพิธีการศุลกากร จึงตรวจยึดทุเรียน จำนวน 8,420 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 1,178,800 บาท ไว้เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่นายอัมรินทร์ ยี่เฮง เครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดสระแก้ว ได้รับการร้องจากล้งรับซื้อทุเรียนใน จ.จันทบุรี ว่า ทุเรียนที่ถูกจับกุมดังกล่าว เป็นทุเรียนที่ซื้อมาอย่างถูกต้อง จากเจ้าของสวนในพื้นที่ จ.ศรีษะเกษ เพื่อนำส่งขายไปยังต่างประเทศ เนื่องจากทุเรียนใน จ.จันทบุรี มีไม่เพียงพอ จึงต้องการร้องเรียนการจับกุมดังกล่าว  

หลังจากนั้น ต่างฝ่ายได้นำข้อมูลออกมาโต้แย้งกัน โดยเฉพาะเรื่องการพบใบรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี(GAP) ปรากฏชื่อในการขนส่งทุเรียนชุดนี้ ชื่อ นายสมัย สุยคำไฮ เกษตรกรสวนทุเรียน ม.10 ต.พราน อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งนายสมัย ยืนยันว่า ทุเรียนที่ถูกตรวจยึด ไม่ใช่ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษที่สวน คาดว่ามีขบวนการสวมสิทธิ์ GAP  



 

จับตาปมทุเรียนร้อน ! เปิดแผลสวมสิทธิส่งออกด้อยคุณภาพ

วุ่นไปกว่านั้น เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สภ.คลองลึก อ.อรัญประ เทศ จ.สระแก้ว นายอัมรินทร์ ยี่เฮง เครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดสระแก้ว พร้อมเจ้าของล้งทุเรียนแห่งหนึ่งใน จ.จันทบุรี มี นายนภดล ปิ่นทอง อายุ 36 ปี ตัวแทนล้ง และคนขับรถ 6 ล้อ เดินทางเข้าลงบันทึกประจำวัน หลังทุเรียนของกลางที่ถูกจับกุมและตรวจยึดไปเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 66 ถูกนำออกมาขายให้หน่วยต่าง ๆ  50 ลูก ราคา 7,500 บาท โดยอ้างว่า เจ้าของยินยอมทำการระงับคดีในชั้นศุลกากร

ซึ่งหลังเดินทางมาตรวจสอบของกลาง และขอประมูลของกลาง แต่ปรากฏว่า ของกลางถูกขายออกไปจำนวนมากและไม่มีผู้ใดให้คำตอบที่ถูกต้องได้ จึงได้ลงบันทึกประจำวันกับ พ.ต.ต.กิตติพัศ ขจรพงศ์ชัยกุล สว.(สอบสวน) สภ.คลองลึก ไว้เป็นหลักฐาน  

นอกจากนี้ ยังมีผู้เดินทางมาแจ้งความเพิ่มเติมที่ สภ.คลองลึก พร้อมกับตัวแทนและทนายความ โดยขอปกปิดชื่อกับผู้สื่อข่าว เนื่องจากเกรงว่า จะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจ พร้อมกล่าวหาเจ้าหน้าที่ศุลกากรอรัญประเทศทำผิด พ.ร.บ.อุ้มหาย

ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้สร้างความสับสนให้กับสังคมว่าเกิดอะไรขึ้นกับแน่ การจับกุมของศุลกากรครั้งนี้ผิดพลาดหรือเปล่า และทุเรียนที่ขนขึ้นรถบรรทุกมีที่มาที่ไปอย่างไร  การไขปมปริศนาไม่ใช่เรื่องยากหากจะไล่เรียงถึงต้นตอกันจริง ๆ  โดยแต่ละฝ่ายต้องงัดหลักฐานมาพิสูจน์กัน  เชื่อว่าไม่เกินความสามารถของตำรวจไทย

จับตาปมทุเรียนร้อน ! เปิดแผลสวมสิทธิส่งออกด้อยคุณภาพ

จากเหตุการณ์ดังกล่าว เนชั่นออนไลน์ ได้สัมภาษณ์ นายวุฒิชัย คุณเจตน์ นายกสมาคมทุเรียนไทยที่มองว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดทุเรียนในภาพรวมมากนัก แต่เป็นเรื่องของระบบราชการในการตรวจสอบให้มีการสวมสิทธิ์กันได้อย่างไร

ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาชิปปิ้งสวมสิทธิ์ใช้ใบรับรอง GAP ของเกษตร กรเพื่อการส่งออกทุเรียน ทั้งที่เกษตรกรยังไม่ได้เก็บเกี่ยวทุเรียน แต่ GAP ถูกนำไปใช้ ซึ่งที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้แก้ปัญหาระบบตัวเลข GAP ใหม่แล้วแต่ก็ยังมีปัญหานี้เกิดขึ้นอีก

โดยปกติแล้วกรมวิชาการเกษตรต้องมีการบันทึกเอกสารว่า การขนย้ายทุเรียนจากสวนไปที่ล้งไหนบ้างก่อนทำการส่งออก เพราะโดยหลักการแล้วการส่งออกต้องใช้ผลผลิตจากแปลง GAP ที่ได้รับการ รับรองจากกรมวิชาการเกษตร และใช้โรงคัดบรรจุสินค้าที่ได้การรับรอง GMP และเป็นโรงคัดบรรจุ ที่ได้ขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตสินค้าพืชกับกรมวิชาการเกษตรถึงจะสามารถดำเนินการได้

ซึ่งหากทุเรียนส่งออกไปต่างประเทศมีคุณภาพทานได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นทุเรียนอ่อนที่ไม่มีคุณภาพก็จะถูกตีกลับและถ้าบริโภคไม่ได้ก็สร้างความเสียหายต่อการส่งออกทุเรียนไทยและอาจถูก"แบน" ไม่ให้นำเข้าได้

ส่วนการส่งออกทุเรียนไทยไปต่างประเทศนั้น ขณะนี้คู่แข่งสำคัญคือเวียดนาม ที่เริ่มทำตลาดส่งออกทุเรียนไทยไปจีน และราคาต่ำกว่าของไทยทำให้ผู้ส่งออกต้องมีการลดราคาขายให้เท่ากับเวียดนาม เพราะทุเรียนสดมีเวลาจำกัดในการขาย ถ้าไม่รีบขายจะเน่าเสียได้ง่าย

โดยของเวียดนามขายในราคาขายประมาณกก.ละ 160 บาท ของไทยอยู่ที่กก.ละ 166-170 บาท ขณะที่มาเลเซียเริ่ม รุกตลาดทุเรียนพรีเมียมส่งออกแช่แข็งทั้งผลไปจีน โดยใช้สายพันธุ์ มูซังคิง โดยรสชาติไม่แพ้ทุเรียนไทย และเมื่อแก่จัดเนื้อก็ยังคงรูปได้ดีราคาขายตกกก.ละ 300 บาท  

สอดรับกับนายภานุวัชร์ ไหมแก้ว นายกสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด กล่าวว่า ราคาทุเรียนไทยที่ส่งออกปัจจุบันแพงว่าเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามทำให้ผู้ส่งออกต้องดั๊มราคาขายให้เท่าเวียดนามไม่เช่นนั้นจะทำให้ทุเรียนไทยขายไม่ได้ เพราะคุณภาพทุเรียนหมอนทองคล้ายกับไทยมาก

ซึ่งอยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลช่วยเหลือผู้ส่งออกไม่ใช่เฉพาะเกษตร กร เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถอยู่ได้ พร้อมขยายตลาดใหม่ เช่น ซาอุดิอาเบีย และอินเดีย เพราะปัจจุบันจีนเป็นประเทศส่งออกหลักปีที่แล้วส่งออกมากถึง 1.3 ล้านตัน แบ่งเป็นทุเรียนภาคตะวันออก 6-7 แสนตัน และทุเรียนใต้ประมาณ 5-6 แสนตัน โดยมีการนำเข้าทุเรียนสดจากไทยมากสุด  

หากพูดถึงทุเรียนไทยพันธุ์หมอนทองยังเป็นที่นิยมของต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งจากข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศพบว่า

-  ปี 62 ไทยส่งออกทุเรียนไปจีนมากสุด 849.59 ล้านเหรียญสหรัฐ  

- ปี 63 ขึ้นมาแตะที่ระดับ 1,508.62 ล้านเหรียญสหรัฐ

- ปี 64 ก้าวกระโดดขึ้นมาที่ 3,138 ล้านเหรียญสหรัฐสูงสุดเป็นประ วัติการณ์นับจากมีการส่งออกทุเรียน ประกอบกับมีการผ่อนคลายนำเข้าผลไม้บางเมืองของจีน ทำให้การส่งออกทุเรียนไทยมีสัดส่วนที่สูง

- ปี 65 อยู่ที่ 3,097.94 ล้านเหรียญสหรัฐ

- ตัวเลข 5 เดือนของปี 66 (ม.ค.-พ.ค.) อยู่ที่ 2,091.58 ล้านเหรียญสหรัฐ

ดังนั้น จึงจัดได้ว่าทุเรียนไทยเป็นราชาผลไม้ที่สำคัญของไทย และเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ในกลุ่มผลไม้ไทยที่ส่งออก ไปยังตลาดทั่วโลก โดยมีตลาดหลักที่สำคัญ คือ จีน ฮ่องกง และเวียดนาม

แต่จากสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นทุเรียนของไทย
ทั้งการส่งออกทุเรียนด้อยคุณภาพ การนำทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาสวมเป็นทุเรียนไทยเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศมีให้เห็นกันดาษดื่น ซึ่งส่งผลเสียหายต่ออุตสาหกรรมอย่างมาก จึงถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้อง"สังคายนา"ผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ทั้งเกษตรกร  ล้ง ชิ้ปปิ้ง และผู้ส่งออก หรือกลุ่มเงินทุนสีเทาที่เข้ามาแอบแฝงหาผลประโยชน์กับประเทศรัฐควรจัดการให้สิ้นซาก ไม่ปล่อยให้เป็นหนามแหลมคม คอยทิ่มแทงผู้คนในแวดวงธุรกิจทุเรียนของไทย จนไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้...

จับตาปมทุเรียนร้อน ! เปิดแผลสวมสิทธิส่งออกด้อยคุณภาพ

ข่าวล่าสุด