ธุรกิจกายภาพบำบัดบูม ! นักลงทุนแห่ตั้งบริษัท
04 ก.ค. 2566 | sukanya_san

พาณิชย์เผยธุรกิจกายภาพบำบัดคึกคักตัวเลขตั้งแต่เดือนม.ค.- พ.ค. มีผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนแล้ว 22 ราย ชี้ยังมีช่องว่างให้ชาวไทย-ต่างชาติเข้ามาร่วมแชร์ส่วนแบ่งการตลาดได้อีก
Business thai
04 ก.ค. 2566 | sukanya_san

พาณิชย์เผยธุรกิจกายภาพบำบัดคึกคักตัวเลขตั้งแต่เดือนม.ค.- พ.ค. มีผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนแล้ว 22 ราย ชี้ยังมีช่องว่างให้ชาวไทย-ต่างชาติเข้ามาร่วมแชร์ส่วนแบ่งการตลาดได้อีก
นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการธุรกิจกายภาพบำบัดมีการจดทะ เบียนตั้งธุรกิจเพิ่มขึ้น เนื่องจากกลุ่มวัยทำงาน ที่ทำงานประจำมีพฤติกรรมการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานและไม่ได้ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้เกิดอาการ " ออฟฟิศซินโดรม" ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ดังนั้นคลินิกกายภาพบำบัด เป็นทางเลือกใหม่ของคนวัยทำงานที่เกิดอาการออฟฟิศซินโดรม รวมถึง ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บทางกล้ามเนื้อและกระดูกที่อาจเกิดจากการเล่นกีฬา หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตต่างๆ เนื่องจากสามารถเข้าถึงบริการและนวัตกรรมเครื่องมือในการรักษาที่ตอบโจทย์ตามมาตรฐานสากลและสะดวกสบาย
โดยให้บริการรักษาหลากหลายวิธี เช่น การใช้ความร้อนแสง เสียง ไฟฟ้า การดัด การดึง การนวด การบริหารร่างกาย การใช้เครื่องมือทางกายภาพชนิดต่างๆ เพื่อฟื้นฟู ป้องกัน ปรับปรุง แก้ไขสมรรถภาพของร่างกายที่เสื่อมสภาพให้กลับสู่สภาพปกติ ส่งผลให้ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม และเป็นธุรกิจที่น่าจับตามองในยุคปัจจุบัน
สำหรับสถิติการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจกายภาพบำบัดพบว่า ปี 63 จดทะเบียนจัดตั้ง 12 ราย ทุนจดทะเบียน 158 ล้านบาท ปี 2564 จัดตั้ง 17 ราย ทุน 31.4 ล้านบาท ปี 65 จัดตั้ง 37 ราย ทุน 101.35 ล้านบาท แล เดือนม.ค. - พ.ค. 66 จัดตั้ง 22 ราย ทุน 31.40 ล้านบาท
ส่วนผลประกอบการธุรกิจ โดยรายได้รวมของธุรกิจ
ปี 62 อยู่ที่ 267.73 ล้านบาท ขาดทุน 18.79 ล้านบาท
ปี 63 รายได้รวม 246.94 ล้านบาท ขาดทุน 15.29 ล้านบาท
ปี 64 รายได้รวม 417.35 ล้านบาท กำไร 37.23 ล้านบาท
ทั้งนี้ ภาพรวมผลประกอบการของธุรกิจกายภาพบำบัด ปี 62 - 64 รายได้มีความผันผวนเนื่องจากเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยธุรกิจกายภาพบำบัดเป็นธุรกิจบริการที่มีการสัมผัสกัน จึงเป็นอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่การระบาดของโรคโควิด-19คลี่คลายลง ธุรกิจบริการโดยเฉพาะสุขภาพจึงสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งมีการขยายธุรกิจ การบริการที่ครอบคลุมตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ และมีการเพิ่มสาขาโดยเฉพาะในตัวเมืองที่ประชากรอยู่หนาแน่น
นอกจากนี้สถานการณ์เศรษฐกิจที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และกระแสการตื่นตัวรักสุขภาพของคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการกลับมามีทิศทางที่ดีขึ้น
ส่วนการลงทุนในธุรกิจส่วนใหญ่เป็นคนไทย มูลค่าการลงทุน 1,632.31 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 98.0 ของการลงทุนในธุรกิจทั้ง หมด ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติสูงสุด คือ จีน มูลค่า 14.85 ล้านบาท รองลงมา คือ อเมริกัน มูลค่า 5.41 ล้านบาท ญี่ปุ่น มูลค่า 5.24 ล้านบาท และอื่นๆ มูลค่า 7.74 ล้านบาท
ปัจจุบันธุรกิจกายภาพบำบัดที่ดำเนินกิจการอยู่ในประเทศไทย ณ วันที่ 31 พ.ค.66 มีจำนวน 175 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.01 ของธุรกิจทั้งหมดที่ดำเนินการอยู่ และมีมูลค่าทุน 1,665.55 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.007 ของธุรกิจทั้งหมดที่ดำเนินการอยู่ในประเทศไทย
โดยธุรกิจส่วนใหญ่ดำเนินกิจการในรูปแบบบริษัทจำกัด จำนวน 163 ราย คิดเป็นร้อยละ 93.14 มูลค่าทุน 1,645.85 ล้านบาท และเป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) มากที่สุด จำนวน 174 ราย คิดเป็นร้อยละ 99.43
ขณะที่สถานประกอบการส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 91 ราย ร้อยละ 52 ทุนจดทะเบียนรวม 1,284.31 ล้านบาท ร้อยละ 77.11 รองลงมา คือ ภาคกลาง 33 ราย ร้อยละ 18.86 ภาคเหนือ 15 ราย ร้อยละ 8.57 ภาคใต้ 13 ราย ร้อยละ 7.43 ภาคตะวันออก 11 ราย ร้อยละ 6.29 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 ราย ร้อยละ 4.57 และภาคตะวันตก 4 ราย ร้อยละ 2.28
นอกจากนี้พบว่า มีแบรนด์กีฬาที่มองเห็นถึงโอกาสในการต่อยอดธุรกิจไปสู่ธุรกิจด้านสุขภาพ ได้เข้ามาลงทุนจัดตั้งคลินิกกาย ภาพบำบัด และศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาขนาดใหญ่ในประเทศไทย เป็นการเสริมธุรกิจด้านกีฬาที่ดำเนินกิจการอยู่ ทำให้สามารถให้บริการได้อย่างครบวงจร
ขณะเดียวกันธุรกิจกายภาพบำบัดยังคงมีที่ว่างสำหรับนักลงทุนชาวไทย ต่างชาติในการเข้ามาร่วมแชร์ส่วนแบ่งทางการตลาด โดยขึ้นอยู่กับความพร้อมและความเป็นมืออาชีพของผู้ประกอบการเป็นหลัก