นอกจากนี้แนวโน้มการใช้ยางรีไซเคิลก็มากขึ้น โดยมีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ช่วยลดขยะ ลดการผลิตยางบริสุทธิ์ที่ต้องใช้ทรัพยากรมากกว่า ซึ่งการผลิตยางบริสุทธิ์จะใช้น้ำในปริมาณมากเพื่อชะล้างสิ่งสกปรก และหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี น้ำเสียจะส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งหลายบริษัทมีการพัฒนาสินค้าจากยางรีไซเคิล เช่น ไนกี้ใช้ยางรีไซเคิลในพื้นรองเท้า และบริดจ์สโตนพัฒนายางรถยนต์จากยางรีไซเคิล เป็นต้น
นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย. 2566 กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation-Free Products Regulations) หรือ EUDR ของสหภาพยุโรป (อียู) จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งครอบคลุมสินค้ายางและผลิตภัณฑ์ (EUDR ครอบคลุมสินค้าเกษตร 7 รายการ ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน วัว ถั่วเหลือง กาแฟ โกโก้ ไม้ และยาง รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากสินค้าเกษตรดังกล่าว) โดยจะมีช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 18 เดือน (จนถึงวันที่ 30 ธ.ค. 2567)
สำหรับผู้ประกอบการก่อนดำเนินการตามกฎหมาย EUDR และอียูจะมีการประเมินประเทศคู่ค้า โดยจะแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ กลุ่มความเสี่ยงสูง (High Risk) กลุ่มความเสี่ยงมาตรฐาน (Standard Risk) และกลุ่มความเสี่ยงต่ำ (Low Risk) ซึ่งจะส่งผลต่อความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้า โดยเริ่มแรกอียูจะจัดให้ทุกประเทศอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงมาตรฐานก่อน และภายในวันที่ 30 ธ.ค.2567 จะประกาศรายชื่อประเทศที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง และความเสี่ยงต่ำ
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า สินค้ายางพาราของไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน จะต้องเร่งพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่าของสินค้า เริ่มตั้งแต่การทำสวนยางอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางให้มีมูลค่าสูงขึ้น เน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ใช้เทคโนโลยี ตลอดจนส่งเสริมให้มีการนำผลงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ ให้มีการนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น วัสดุภัณฑ์ก่อสร้างบ้านและอาคาร เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ เป็นต้น
ในด้านการตลาด จะต้องทำการตลาดเชิงรุก เน้นความต้องการเฉพาะของแต่ละตลาด มีการทำวิจัยด้านการตลาด รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของผู้บริโภค เพื่อระบุโอกาสและความท้าทาย ซึ่งนอกจากตลาดส่งออกหลักที่ไทยมีอยู่เดิม เช่น จีน สหรัฐฯ มาเลเซีย และญี่ปุ่น ยังมีตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับสินค้ายางพารา เช่น กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซาอุดีอาระเบีย อินเดีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา เป็นต้น
ทั้งนี้ ในปี 2565 โลกมีการส่งออกสินค้ายางและผลิตภัณฑ์ (พิกัดศุลกากร 40) เป็นมูลค่ารวม 217,730.7 ล้านเดอลลาร์ ประเทศผู้ส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก คือ 1. จีน ส่งออกเป็นมูลค่า 31,472.7 ล้านดอลลาร์ 2.ไทย ส่งออกเป็นมูลค่า 18,824.2 ล้านดอลลาร์ 3. เยอรมนี ส่งออกเป็นมูลค่า 17,459.9 ล้านดอลลาร์ 4. สหรัฐฯ ส่งออกเป็นมูลค่า 14,656.6 ล้านดอลลาร์ 5. ญี่ปุ่น ส่งออกเป็นมูลค่า 10,712.2 ล้านดอลลาร์