ทั้งนี้ แม้ว่าเทคโนโลยีจะดีแค่ไหนก็ต้องปรับคน และคำนึงว่าเอามาใช้อย่างไรให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ เชื่อว่าวันนี้อนาคตดิจิทัลไม่ได้มาจากพลังของเทคโนโลยีอย่างเดียวแต่อยู่ที่ว่านักธุรกิจจะนำมาตอบโจทย์ธุรกิจอย่างไร
ด้านผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา กล่าวในหัวข้อ "นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ที่เปลี่ยนประเทศไทย ให้ไม่เหมือนเดิม" ว่า ปัจจุบันนวัตกรรมสำคัญอย่างมากกับโลกการเงินไทย เพราะการนำนวัตกรรมมาปรับใช้ในโลกการเงินส่งผลดีอย่างมากกับชีวิตผู้คน เพราะง่าย สะดวก สบาย ต่อการใช้ชีวิตประจำ เพราะนวัตกรรมมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างมากจากในอดีตเมื่อ 30 ปีก่อน ที่เริ่มมีการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ก็เริ่มทำให้ชีวิตคนไทยเปลี่ยนไป
ผลของการมีนวัตกรรมทางการเงินดิจิทัล ทำให้ไทยมี 78 ล้านเลขหมาย หมายถึงกว่าครึ่งของประชากรไทย ปรับตัวใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบสนองชีวิตให้สะดวกสบายมากขึ้น จากการใช้งานของแอปพลิเคชันทางการเงิน โดยเฉลี่ยแล้ว 48 ล้านธุรกรรมต่อวัน มีจุด QR Code ตามร้านค้าต่าง ๆ กว่า 9 ล้านจุด ทั่วประเทศ จากผลสำรวจพบว่า 81% ใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมาเติบโต 5 เท่าตัว
สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนสำหรับความสำเร็จในการนำนวัตกรรมมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการเงินไทย คือการนำระบบพร้อมเพย์มาใช้ในโลกการเงินไทย และพัฒนาต่อยอดมาถึงปัจจุบัน เป็นการย่อโลกการเงินลงมาบนมือถือทำให้ประชาชน พ่อค้าแม่ค้า ภาคธุรกิจ จับจ่าย และธุรกรรมทางการเงินได้ง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่สาขา ส่วนหน่วยงานภาครัฐเองได้ต่อยอดระบบพร้อมเพย์ในการจ่ายสวัสดิการของรัฐให้ประชาชนได้สะดวกรวดเร็ว รวมถึงการคืนภาษีนิติบุคคล ได้ง่ายสะดวกผ่านพร้อมเพย์
นอกจากนี้ยังพัฒนาต่อยอด QR Code ทั้งในประเทศ และมาตรฐานสากล เชื่อมโยงกับ 6 ประเทศได้ เช่น กัมพูชา มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ ลาว และญี่ปุ่น ให้เชื่อมโยงทางการเงินกันได้สะดวกมากขึ้น