ดังนั้น ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา ที่มีมาตรฐานสามารถส่งไปขายในกลุ่มประเทศที่ทำเงื่อนไขการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และยังเป็นโอกาสทองเกษตรกรที่จะสามารถขายยางได้ในราคาสูงกว่าราคาตลาดทั่วไป เบื้องต้นคาดว่าไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 3 บาท
ที่สำคัญ จะมีตลาดรับซื้อแน่นอน เพราะมีผู้ประกอบธุรกิจหลายรายที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบ ติดต่อเจรจากับ กยท. และลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ในการจัดหายางที่ผ่านมาตรฐานสากล นำไปให้กับบริษัทผู้แปรรูปยางรายใหญ่แล้ว
นอกจากนี้ ยังจะช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตจะลดลงในระยะยาวอีกด้วย
ส่วนเรื่องที่ 2 ที่กยท.จะเร่งดำเนินการคือ "มาตรการแสดงแหล่งกำเนิดของผลผลิต" หรือ "มาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)” เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งกำเนิดผลผลิตยางและผลิต ภัณฑ์จากยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และรวดเร็ว
มาตรการดังกล่าว จะไม่ใช่บังคับแค่ อียูและสหรัฐเท่านั้น ในอนาคตประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรับซื้อยางรายใหญ่ของไทยก็จะต้องนำมาใช้บังคับในการซื้อยางด้วยอย่างแน่นอน เพราะจีนจะต้องส่งออกผลิต ภัณฑ์ที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะยางล้อรถยนต์ ไปยังตลาดอียู และสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการตรวจสอบย้อนกลับเช่นกัน
“มาตรการต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น จะช่วยสร้างผลดี และประโยชน์อย่างมาก ทั้งต่อผู้ซื้อ ที่ทำให้รู้แหล่งกำเนิดว่า ยางพารามาจากสวนที่มีกระบวนการจัดการที่ได้มาตรฐานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้น ในขณะที่ผู้ขายก็จะเพิ่มขีดความสามารถ ศักยภาพในการแข่งขัน เพราะประเทศคู่แข่งในการส่งออกยางพาราของไทย เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา ยังไม่ดำเนินการใดๆในเรื่องดังกล่าว และยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอีกด้วย ในขณะที่ประเทศไทย มี กยท. รับผิดชอบโดยตรง และมีความพร้อมในการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งจะโอกาสทองของยางพาราไทยในการขยายตลาด และยกระดับขึ้นสู่ตลาดยางพรีเมี่ยม ประเทศผู้นำเข้ายางจะต้องแห่มาซื้อยางจากประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ราคายางของไทยในอนาคตมีเสถียรภาพมากขึ้นอย่างแน่นอน” นายณกรณ์ กล่าวย้ำ
นอกจากนี้ ยังไปสนับสนุนการขับเคลื่อนมาตรการ Zero Carbon ในภาคการเกษตรอีกด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ก๊าซเรือนกระจก หากมีปริมาณมากเกินไปจะก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็น ภัยแล้ง น้ำท่วม แผ่นดินไหว ซึ่งก๊าซที่จะให้เกิดภาวะเรือนกระจกที่รู้จักกันดีคือ คาร์บอน หรือ คาร์บอนใคออกไซด์ (C02) ดังนั้น การลคคาร์บอน จึงมีส่วนสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจก
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า สวนยางที่มีระบบการจัดการที่ได้มาตรฐานสากล นอกจากจะเป็นสวนยางที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์(Zero Carbon ) แล้ว ยังจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้อีกด้วย ซึ่งการกักเก็บคาร์บอนของสวนยางดังกล่าว สามารถสร้างเป็น Carbon Credit นำมาซื้อ-ขาย เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง
Carbon Credit จะมีบทบาทสำคัญในการส่งออกสินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะส่งออกไปตลาด อียู ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ อียูใด้เคาะมาตรการจัดเก็บภาษีก๊าซเรือนกระจกก่อนข้ามพรมแดนสำหรับสิบค้านำเข้า(CBAM ) เพื่อเก็บภาษีเพิ่มสำหรับสินคำนำเข้าที่ไม่มีการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต โดยการอนุญาตให้นำ Carbon Credit ที่ซื้อมาหักล้างกับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกไป เพื่อทำให้โดยรวมแล้วระดับการปล่อยก็ซเรือนกระจกไม่เกินที่กฎหมายกำหนดไว้
ดังนั้น เกษตรกรชาวสวนยางก็จะสามารถขาย Carbon Credit ได้ เพราะสวนยางพารานั้นมีความคล้าย คลึงป่าไม้ที่เป็นแหล่งดูดชับคาร์บอนตามธรรมชาติ
“กยท. มืนโยบายที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาสวนยางให้ได้มาตรฐานอยู่แล้ว ดังนั้น การที่พัฒนาต่อ ยอดให้เป็นสวนยาง Zero Carbon ด้วยจึงไม่ยากเกินไป ที่สำคัญยังจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วม ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพราะนอกจากช่วยลดมลพิษด้านสิ่งแวดล้อมแล้วและยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของประเทศ รวมทั้งยังจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขาย Carbon Credit ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน อันจะไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว
หากเกษตรกรสามารถพัฒนาการจัดการสวนยางพาราได้ให้มาตรฐานสากลแล้ว ไม่ว่าประเทศผู้นำเข้ายางจะนำมาตรการใดๆมาบังคับ จะไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรเลย ในทางตรงข้ามกลับจะเป็นมาตรกรที่ส่งเสริม สนับสนุนให้เกษตรกรสามารถขายยางได้ในราคาที่สูงขึ้น ยกระดับตลาดยางพาราของไทยเหนือคู่แข่ง ซึ่งจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน