ประกอบกับภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว จากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน และ การเลือกตั้งทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น แต่มีความกังวลต่อนโยบายของพรรคการเมืองที่จะมีผลต่อต้นทุนการประกอบธุรกิจ และนโยบายที่อาจ จะไม่ต่อเนื่อง รวมถึงอาจจะเกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังคงเจอผลกระทบจากสถานการณ์เงินเฟ้อ ที่มีผลต่อต้นทุน ค่าแรงขั้นต่ำ รวมทั้งการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า แม้ปัจจุบันจะชะลอลงอยู่ที่ 5.33 บาทต่อหน่วย แต่มีผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุน โดยมองว่าค่าไฟฟ้า ควรอยู่ที่ 3.94 บาทต่อหน่วย และการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งหากปรับตัวสูงขึ้นอีก จะไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้ และจำเป็นจะต้องปรับขึ้นราคาสินค้า ซึ่งภาครัฐ ควรดูแลราคาไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร
ดังนั้น จึงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2566 จะฟื้นตัวได้ในไตรมาสที่ 4 อยู่ในกรอบ 3.35-3.82% หรือ เฉลี่ย 3.42% พร้อมขอให้ภาครัฐ ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบโดยเฉพาะการดูแลต้นทุนของภาคเอกชนให้เหมาะสม และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงที่มีรัฐบาลรักษาการ รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ และในประเทศให้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน