ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สิ่งที่กังวลในขณะนี้ คือการยุบสภาจะทำให้กระบวนการเบิกจ่ายในโครงการต่างๆ ล่าช้า เนื่องจากยังมีหลายโครงการที่อยู่ภายใต้กระบวนการตัดสินใจของคณะรัฐบาล ซึ่งอาจจะส่งผลให้ยืดเยื้อออกไป รวมถึงกลุ่มข้าราชการที่น่าเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็จะชะลอการทำงานเพื่อดูทิศทางรัฐบาลใหม่ ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ เป็นต้น
" เมื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งจนถึงการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คาดว่าจะเสร็จสิ้นได้ในช่วงเดือน ส.ค.66 ทำให้เกิดความกังวลในที่รอรัฐบาลใหม่กว่า 4 เดือนนั้น นโยบายเศรษฐกิจและนโยบายอื่นๆจะไม่ขยับ เนื่องจากในช่วงที่มีรัฐบาลรักษาการอาจจะทำงานล่าช้าซึ่งเป็นปกติของการเมืองไทยในช่วงที่มีการเลือกตั้งทุกคนจะมุ่งเป้าไปที่การหาเสียง จึงอยากให้รัฐบาลรักษาการดูแลและช่วยพยุงเศรษฐกิจไปก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ" นายเกรียงไกร
ทั้งนี้สิ่งที่ภาคเอกชนต้องกาจากรัฐบาลใหม่ คือ ต้องไม่มีความขัดแย้งกัน เพราะสะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพมากพอ จะกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน ซึ่งจะเป็นสิ่งสพคัญเพราะขณะที่ต่างชาติกำลังจับตาการเลือกตั้งใหม่ของไทยอยู่