ประธานสำนักงานระบบการชำระเงิน สมาคมธนาคารไทย ยศ กิมสวัสดิ์ ระบุ ปัจจุบันมิจฉาชีพหลอกลวงเอาเงินจากประชาชนแนบเนียนมากขึ้น และมีเทคนิคที่หลากหลาย ส่งผลให้มีประชาชนตกเป็นเหยื่อจำนวนมากถึง 500 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อป้องกันความเสียหายจาก “แอปดูด” สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ร่วมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังเร่งยกระดับการป้องกันภัยไซเบอร์ และภัยทางการเงิน ป้องกันมิจฉาชีพเข้ามาใช้ “แอป” เพื่อดูดเงินผ่านบัญชีโดยมี 3 ด้านสำคัญ ที่ต้องมีการยกระดับมากขึ้น
โดยการทำให้ระบบโมบายแบงกิงของธนาคารให้สามารถตรวจสอบ แอปพลิเคชันอันตราย (apk) เพื่อหาแนวทางป้องกันการถูกดูดเงินให้มากขึ้นที่สุด คาดว่าการยกระดับโมบายแบงกิง ให้สามารถตรวจสอบ และป้องกันแอปอันตรายเหล่านี้ได้ คาดว่าจะต้องใช้เวลาราว 2 สัปดาห์ จึงสามารถใช้ได้ รวมถึงการนำ Biometrics มาใช้กับระบบการยืนยันตัวตน หรือใช้ใบหน้ายืนยันตัวตน ในการปรับวงเงินการทำธุรกรรมผ่านโมบายแบงกิง เพื่อลดความเสียหายของลูกค้าผู้ใช้ง่ายให้มากที่สุด ซึ่งคาดว่าระบบนี้จะสามารถนำมาใช้ได้ราว 2-3 เดือนหลังจากนี้
ซึ่งต้องยอมรับว่าการกำหนดให้ใช้ การสแกนใบหน้า เพื่อปรับวงเงิน การโอนเงินออก คงมีคำถามและมีคำติจากผู้บริโภค ถึงความไม่สะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินตามมาบ้าง แต่สิ่งที่สมาคมธนาคารไทยต้องการสื่อสารคือ สิ่งที่เรากำลังทำ คือต้องคำนึงถึงความสะดวกผู้ใช้งาน แต่ก็ต้องคำนึงถึงการรักษาการป้องกันและดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้งานโดยรวมให้ปลอดภัยด้วย