นายจิตเกษม พรประพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากเกิดโควิดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงถึง 90.1% จากปี 62 อยู่ที่ 79.9% และปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 86.6% ซึ่งธปท.ไม่อยากให้หนี้ไม่เกิน 80% เพราะไม่เช่นนั้นจะฉุดรั้งเศรษฐกิจระยะยาว ซึ่งปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาโครงสร้างต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา ถ้าไม่ทำอะไรจะเกิน 80%ไปเรื่อย ๆ จนถึงปี 70 และเห็นว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่จะปรับโครงสร้างหนี้อย่างเดียว แต่ต้องทำอย่างไรให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อสามารถชำระหนี้ได้
นอกจากนี้พบว่าการเป็นหนี้ของคนไทยที่ทำให้เป็นหนี้สะสมเกิดจาก 8 ปัจจัยหลักคือ 1.เป็นหนี้เร็ว โดยคนวัยเริ่มทำงาน (อายุ 25-29 ปี) มากกว่า 58% เป็นหนี้ และ มากกว่า 25% เป็นหนี้เสีย (NPL) 2. เป็นหนี้เกินตัว โดยกู้เงินมาตลอดตั้งแต่เริ่มทำงานแรก ๆ เพื่อช่วยเหลือครอบครัวและใช้จ่ายส่วนตัว แต่เมื่อยอดหนี้สูงมาก ๆ ภาระที่ต้องจ่ายต่อเดือนก็สูงตาม จนสุดท้ายถูกหักหนี้จากเงินเดือนจนแทบไม่เหลือใช้ เกือบ 30% ของลูกหนี้บัตรเครดิตและหนี้ส่วนบุคคล มีหนี้เกิน 4 บัญชีต่อคน วงเงินรวมต่อคนสูงถึง 10-25 เท่าของรายได้ในแต่ละเดือน จนทำให้รายได้เกินกว่าครึ่งต้องเอาไปจ่ายคืนหนี้
3. เป็นหนี้โดยไม่ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนหรือถูกต้อง 4.เป็นหนี้เพราะมีเหตุจำเป็น โดยกว่า 62% ของครัวเรือนไทยมีเงินออมเผื่อฉุกเฉินไม่เพียงพอ และหากเกิดเหตุที่ทำให้รายได้ลดลง 20% จะมีครัวเรือนเกินครึ่งที่มีเงินไม่พอจ่ายหนี้
5. เป็นหนี้นาน มากกว่า 1 ใน 4 ของคนอายุเกิน 60 ปี ยังมีภาระหนี้ที่ต้องผ่อนชำระ โดยมีหนี้เฉลี่ยสูงกว่า 415,000 บาทต่อคน รวมทั้งลูกหนี้มักผ่อนจ่ายขั้นต่ำ (เกือบ 40%) 6. หนี้เสีย ลูกหนี้ 10 ล้านบัญชีที่เป็นหนี้เสีย เกือบครึ่งหรือ 4.5 ล้านบัญชี เพิ่งเป็นหนี้เสียในช่วงโควิด-19