เนชั่นทีวี

คอลัมนิสต์

พลิกสูตร"ยุบสภาฯ"ทางเลือก"ประยุทธ์"ก่อนหลังครบวาระสภา ชิงความได้เปรียบ

17 ต.ค. 2565 | อสนีบาต

พลิกสูตร"ยุบสภาฯ"ทางเลือก"ประยุทธ์"ก่อนหลังครบวาระสภา ชิงความได้เปรียบ

อายุสภาฯจะครบวาระ 4 ปี ภายในวันที่ 23 มี.ค.66 จากนั้นนายกฯต้อง"ยุบสภา"เลือกตั้งใหม่ บางฝ่ายประเมินว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะประกาศ"ยุบสภา"ก่อนครบวาระ แต่การตัดสินใจ"ยุบสภา" ช่วงใดเหมาะสมกว่ากัน

 

แม้อายุของ"สภาผู้แทนราษฎร"มีกำหนดคราวละ 4 ปี ซึ่งนับแต่วันเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 จะครบกำหนดในวันที่ 23 มี.ค.66  ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย "นายกรัฐมนตรี"ต้องออกพระราชกฤษฏีกา"ยุบสภา" เพื่อกำหนดให้จัดการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปภายใน 45 วัน นับแต่ประกาศยุบสภา ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผนงานของ"คณะกรรมการการเลือกตั้ง" หรือ กกต.ที่เตรียมการรองรับคร่าวๆ  ปักหมุดปฏิทิน การเลือกตั้งเป็นการทั่วไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 

 

การกำหนดให้เลือกตั้งราว วันที่ 7 พฤษภาคม 2566  จะมีทางเป็นไปได้ นั่นหมายความว่า รัฐบาล"พล.อ.ประยุทธ์"อยู่ครบวาระของสภา 

 

พลิกสูตร"ยุบสภาฯ"ทางเลือก"ประยุทธ์"ก่อนหลังครบวาระสภา ชิงความได้เปรียบ

 

แต่กระนั้น การยุบสภาจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ มีการคาดการณ์ " พล.อ.ประยุทธ์"นายกฯ ผู้มีอำนาจในการประกาศยุบสภา ออกไปทิศทางแตกต่างกันไป 

 

หากสอบถาม"พรรคเพื่อไทย"จะได้คำตอบอีกแบบ อย่าง"นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว" หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แสดงความมาดมั่น 90 เปอร์เซนต์ "พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา"จะประกาศ"ยุบสภา"หลังการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค2022 เนื่องจากสภาพรัฐบาลไปต่อไม่ได้แล้ว ในสายตาความนิยมของประชาชน โดยการประชุมเอเปค 2022 จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่  16-18 พ.ย. 65  

 

พลิกสูตร"ยุบสภาฯ"ทางเลือก"ประยุทธ์"ก่อนหลังครบวาระสภา ชิงความได้เปรียบ

 

ตอกย้ำ มุมมองของ"นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริยเดช" คีย์แมนคนสำคัญพรรคเพื่อไทย ผ่านเนชั่นออนไลน์ว่า "การที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ยิ่งอยู่ยาวหรือครบวาระ ยิ่งสร้างความได้เปรียบให้กับพรรคเพื่อไทย เพราะจะเป็นการสั่งสมความอึดอัดคับข้องใจประชาชนที่มีต่อรัฐบาลหันไปมองตัวเลือกใหม่จากพรรคการเมืองอื่นมากยิ่งขึ้น" 

 

 

อย่างไรก็ดี หากการยุบสภาเกิดขึ้นภายหลังเดือนพฤศจิกายน  หมายความว่า รัฐบาล"พล.อ.ประยุทธ์" อยู่ไม่ครบวาระสภา 4 ปี  ซึ่งตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 103 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ว่า หากยุบสภาต้องกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน ผู้สมัครต้องสังกัดพรรคใหม่ได้ในระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน จึงจะลงสมัคร ส.ส.ได้ 

 

************

คราวนี้ หันไปดูมุมของ "รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์" ที่ผ่านมามีหลักคิดทางการเมืองถ่ายทอดกันมาเป็นสูตรสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่น การที่นายกฯจะประกาศ"ยุบสภา" มักคำนึงถึงช่วงเวลานั้นๆมีความได้เปรียบทางการเมือง ไม่ว่าจะ"ครบวาระ"หรือ"ไม่ครบวาระสภา"ก็ได้ 

 

ครั้งหนึ่ง ครม."พล.อ.ประยุทธ์" เคยมีการวางสูตร"ยุบสภา"ก่อนครบวาระ ประเมินว่าจะเกิดขึ้นช่วง"กุมภาพันธ์2566"  และเลือกตั้งช่วงเดือนมีนาคม2566  โดยรัฐบาล"พล.อ.ประยุทธ์"วาดแผนเตรียมออกแคมเปญเอาใจประชาชนทุกระดับในช่วงเดือนมกราคมเหมือนเป็นการแจกของขวัญต้อนรับปีใหม่ จากนั้นจะประกาศ"ยุบสภา" โดยอ้างว่าเป็นอีกของขวัญให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกรัฐบาลที่ดีที่สุด ซึ่งในช่วงเวลานั้นเป็นอีกประเด็นยากคาดเดาจะมีเหตุปัจจัยทางการเมืองใดตัดกำลังความนิยมรัฐบาลหรือไม่ 

 

อย่างไรก็ตาม ทางการเมืองไทย "ผู้นำรัฐบาล"หลายรายที่ผ่านมา มักพยายามลากยาวให้ "ครบวาระ" ทั้งนี้ทั้งนั้น คำนึงถึง"ความได้เปรียบทางการเมือง"อยู่ดี 

 

พลิกสูตร"ยุบสภาฯ"ทางเลือก"ประยุทธ์"ก่อนหลังครบวาระสภา ชิงความได้เปรียบ

 

ท่ามกลางคำถาม "ความได้เปรียบทางการเมือง" ที่ว่านั่น มีอะไรบ้าง   

 

  • ได้เปรียบจากการกระแสความนิยมรัฐบาล 
  • ได้เปรียบจากการใช้กลไกอำนาจรัฐที่ตนเองมีอยู่ 
  • ได้เปรียบจากการเตรียมความพร้อมของพรรครัฐบาลที่ตนเองสังกัด 
  • ได้เปรียบจากกลไกตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้มีการเลือกตั้งภายใน 45 วันหลังมีพรฎ.ยุบสภา 

 

 

 

 

เมื่อแตกประเด็น"ความได้เปรียบทางการเมือง" กับรัฐบาล"พล.อ.ประยุทธ์"  คงต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมา  ประการแรก เกี่ยวกับกระแสความนิยมรัฐบาล"พล.อ.ประยุทธ์" พบว่า กระแสความนิยมตกต่ำอย่างน่าใจหาย นับตั้งแต่เผชิญสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เป็นต้นมา

 

แม้จะออกมาตรการ ฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึงเต็มแขน  รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายเอาใจสุดติ่งอย่าง"คนละครึ่งหลายเฟส"  แต่ไม่สามารถครองความนิยมได้อยู่ดี ดังปรากฎผ่าน ผลสำรวจความนิยมจากสถาบันการศึกษา หรือแม้แต่ล่าสุด "นิด้าโพล" ที่สำรวจความนิยมผู้นำหรือว่าที่นายกฯ ชื่อ"พล.อ.ประยุทธ์"ร่วงหล่นไปอยู่อันดับสามหรือสี่ 

 

2."ความได้เปรียบจากการคุมกลไกอำนาจรัฐ" ประเด็นนี้ปรากฎ ผ่านการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทุกกรมกอง โดยเฉพาะสาย"กระทรวงมหาดไทย" เพื่อเป็นมือไม้รับมือการเลือกตั้ง รวมถึงการผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 66 เป็นที่เรียบร้อย

 

ทว่า เมื่อใกล้ถึงการเลือกตั้ง กลไกเหล่านี้พร้อมรับใช้นักการเมืองผู้กุมอำนาจรัฐไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เพราะโดยปกติฝ่ายข้าราชการ มีกฎกติกาควบคุมดูแลให้เกิดความเป็นกลางทางการเมือง หากจับได้ไล่ทันมีการใช้อำนาจโดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอนาคตย่อมดับวูบ 

 

อีกอย่าง การตรวจสอบกลไกราชการยุคปัจจุบันที่มีเครื่องมือเครื่องไม้ทางเทคโนโลยี หูตาไวเป็นสัปปะรด การกระทำใดที่ส่อให้เห็นเป็นการเอื้อประโยชน์การเมือง ยิ่งจับได้ไล่ทันเร็วกว่าในอดีต ดังนั้น จึงไม่มีหลักประกันได้ว่า รัฐบาลจะสามารถใช้กลไกอำนาจรัฐสร้างความได้เปรียบในช่วงเลือกตั้ง

 

3."ได้เปรียบจากการเตรียมความพร้อมของพรรครัฐบาลที่ตนเองสังกัด"   ข้อนี้ประจักษ์ชัดผ่าน"พรรคพลังประชารัฐ" ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบัน เมื่อเทียบกับพรรคการเมืองอื่นทั้งพรรคในรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน ไม่มีความชัดเจนทั้งการจัดทัพ  ขณะที่พรรคการเมืองอื่นออกมาประกาศตัวผู้สมัคร  ประกาศนโยบายหาเสียงเลือกตั้งอย่างโจ๊งครึ๊ม  เมื่อตัดภาพมาที่"พรรคพลังประชารัฐ" ตกอยู่ในสภาพความไม่แน่นอน ทั้งเลือดไหลออกไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น ทั้งความขัดแย้งภายในอย่างไม่รู้อนาคตว่าใครเป็นคนนำทัพ 

 

พลิกสูตร"ยุบสภาฯ"ทางเลือก"ประยุทธ์"ก่อนหลังครบวาระสภา ชิงความได้เปรียบ

 

แม้ "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" หัวหน้าพรรคพปชร. ออกมายืนยันไม่มีใครย้ายออกก็ตาม แต่ไม่อาจสยบสภาพความเป็นจริงที่เป็นอยู่ได้ รวมไปถึงความไม่แน่นอนการจัดบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ จนถึงป่านนี้ ยังเป็นปัญหาภายในพรรคที่ยังถกเถียงไม่ลงตัวเพราะ "พล.อ.ประยุทธ์" ไม่มีท่าทีชัดเจน ตรงนี้เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ คนในพรรคพปชร.ไหลออกเพื่อหาอนาคตที่ดีกว่า 

  

ผ่านมาถึงวันนี้ หากถามกันตรงๆ "พรรคพลังประชารัฐ" ทั้งที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบันแท้ๆ ตระเตรียมการอะไรบ้างสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ทั้งการจัดตัวผู้สมัคร  ทั้งการปลุกปั้นนโยบาย แทบไม่มีความชัดเจน หรือแม้แต่กระสุนดินดำแหล่งทุนต่างๆ อาจไม่แน่เสมอไปที่ยังได้รับการสนับสนุนเหมือนเดิม

 

จริงอยู่ข้อกล่าวอ้างของบรรดาแกนนำในพรรค (ที่ไม่อาจทราบเหมือนกัน แกนนำจริงๆเหลือกี่คน) ระบุว่า ยังมีเวลาอีก 5 เดือน เพียงพอต่อการจัดทัพ อีกทั้งรัฐบาลต้องปฏิบัติภารกิจในเชิงบริหาร และการลงพื้นที่พบปะช่วยเหลือประชาชน ซึ่งอาจเป็นการหาเสียงแฝงไปในตัว แต่คงไม่เพียงพอเท่าการสร้างความมั่นใจให้คนใน"พรรคพลังประชารัฐ" สามารถไปต่อ และกุมความได้เปรียบในการหาเสียงหรือไม่ 

 

4."ได้เปรียบจากกลไกรัฐธรรมนูญ" สำหรับข้อนี้ เมื่อพลิกดูกติกาเลือกตั้งบัตรสองใบสูตรหาร 100 ยิ่งเป็นความยากลำบากคว้าชัยชนะคว้าเก้าอี้ส.ส.เป็นกอบกำเหมือนการเลือกตั้งทั่วไปปี  62 ด้วยกติกาเลือกตั้งที่เปลี่ยนไป กอปรกับ เหตุผลจากข้อ 1- 3 ที่รัฐบาลดูท่าจะไม่ได้เปรียบทางการเมืองอะไรเลย 

 

นอกจากนี้ "การใช้ความได้เปรียบทางการเมือง"ตามรัฐธรรมนูญ ตามที่กล่าวมา หากอยู่ครบวาระสภา  ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 102 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องระบุว่า ในกรณีรัฐบาลอยู่จนครบวาระ 4 ปี การเลือกตั้งจะต้องมีขึ้นภายใน 45 วัน และต้องสังกัดพรรคไม่น้อยกว่า 90 วัน   ตรงนี้พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลเชื่อว่าตนเองมีความพร้อมที่สุดทั้งตัวผู้เล่นและสะสมความนิยม ก็เห็นจะไม่ใช่อีกในความเป็นจริง  ดังเห็นได้จากความนิยมของรัฐบาลตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่อาจสร้างกราฟความนิยมพุ่งสูงขึ้น หรือมองว่า ภายใน 45 วัน จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่พร้อมเท่ารัฐบาลก็ไม่ใช่เช่นเดียวกัน เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมา พรรคการเมืองต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวหาเสียงยิ่งกว่าพร้อม ตรงกันข้ามกับพรรคแกนนำรัฐบาลอย่าง"พรรคพลังประชารัฐ"ชนิดไม่เห็นฝุ่น 

 

เมื่อประมวลจากเหตุและผลดังกล่าว ไม่ว่า "พล.อ.ประยุทธ์" จะประกาศ"ยุบสภา" ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมเอเปค กล่าวคือ ยุบสภาก่อนครบวาระ  หรือประกาศ"ยุบสภา"หลังวาระสภาครบ 4 ปี  ดูแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะสร้างความได้เปรียบให้ "พล.อ.ประยุทธ์" รวมถึงพรรคพลังประชารัฐแต่อย่างใด 

 

ฉะนั้นยุบก่อนหรือยุบหลังครบวาระสภา จึงมีค่าเท่ากัน "พล.อ.ประยุทธ์" แทบหาความได้เปรียบทางการเมืองไม่ได้แต่อย่างใด"

 

คงมีอยู่อย่างเดียว ได้มีชื่อติดทำเนียบนายกฯ เป็นเกียรติประวัตินายทหารยศนายพล ว่าครั้งหนึ่ง เป็น"นายกฯ"ที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของสยามประเทศแค่นั่นเอง  

 

ข่าวล่าสุด