เมื่อแตกประเด็น"ความได้เปรียบทางการเมือง" กับรัฐบาล"พล.อ.ประยุทธ์" คงต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ประการแรก เกี่ยวกับกระแสความนิยมรัฐบาล"พล.อ.ประยุทธ์" พบว่า กระแสความนิยมตกต่ำอย่างน่าใจหาย นับตั้งแต่เผชิญสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เป็นต้นมา
แม้จะออกมาตรการ ฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึงเต็มแขน รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายเอาใจสุดติ่งอย่าง"คนละครึ่งหลายเฟส" แต่ไม่สามารถครองความนิยมได้อยู่ดี ดังปรากฎผ่าน ผลสำรวจความนิยมจากสถาบันการศึกษา หรือแม้แต่ล่าสุด "นิด้าโพล" ที่สำรวจความนิยมผู้นำหรือว่าที่นายกฯ ชื่อ"พล.อ.ประยุทธ์"ร่วงหล่นไปอยู่อันดับสามหรือสี่
2."ความได้เปรียบจากการคุมกลไกอำนาจรัฐ" ประเด็นนี้ปรากฎ ผ่านการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทุกกรมกอง โดยเฉพาะสาย"กระทรวงมหาดไทย" เพื่อเป็นมือไม้รับมือการเลือกตั้ง รวมถึงการผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 66 เป็นที่เรียบร้อย
ทว่า เมื่อใกล้ถึงการเลือกตั้ง กลไกเหล่านี้พร้อมรับใช้นักการเมืองผู้กุมอำนาจรัฐไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เพราะโดยปกติฝ่ายข้าราชการ มีกฎกติกาควบคุมดูแลให้เกิดความเป็นกลางทางการเมือง หากจับได้ไล่ทันมีการใช้อำนาจโดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอนาคตย่อมดับวูบ
อีกอย่าง การตรวจสอบกลไกราชการยุคปัจจุบันที่มีเครื่องมือเครื่องไม้ทางเทคโนโลยี หูตาไวเป็นสัปปะรด การกระทำใดที่ส่อให้เห็นเป็นการเอื้อประโยชน์การเมือง ยิ่งจับได้ไล่ทันเร็วกว่าในอดีต ดังนั้น จึงไม่มีหลักประกันได้ว่า รัฐบาลจะสามารถใช้กลไกอำนาจรัฐสร้างความได้เปรียบในช่วงเลือกตั้ง
3."ได้เปรียบจากการเตรียมความพร้อมของพรรครัฐบาลที่ตนเองสังกัด" ข้อนี้ประจักษ์ชัดผ่าน"พรรคพลังประชารัฐ" ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบัน เมื่อเทียบกับพรรคการเมืองอื่นทั้งพรรคในรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน ไม่มีความชัดเจนทั้งการจัดทัพ ขณะที่พรรคการเมืองอื่นออกมาประกาศตัวผู้สมัคร ประกาศนโยบายหาเสียงเลือกตั้งอย่างโจ๊งครึ๊ม เมื่อตัดภาพมาที่"พรรคพลังประชารัฐ" ตกอยู่ในสภาพความไม่แน่นอน ทั้งเลือดไหลออกไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น ทั้งความขัดแย้งภายในอย่างไม่รู้อนาคตว่าใครเป็นคนนำทัพ
แม้ "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" หัวหน้าพรรคพปชร. ออกมายืนยันไม่มีใครย้ายออกก็ตาม แต่ไม่อาจสยบสภาพความเป็นจริงที่เป็นอยู่ได้ รวมไปถึงความไม่แน่นอนการจัดบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ จนถึงป่านนี้ ยังเป็นปัญหาภายในพรรคที่ยังถกเถียงไม่ลงตัวเพราะ "พล.อ.ประยุทธ์" ไม่มีท่าทีชัดเจน ตรงนี้เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ คนในพรรคพปชร.ไหลออกเพื่อหาอนาคตที่ดีกว่า
ผ่านมาถึงวันนี้ หากถามกันตรงๆ "พรรคพลังประชารัฐ" ทั้งที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบันแท้ๆ ตระเตรียมการอะไรบ้างสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ทั้งการจัดตัวผู้สมัคร ทั้งการปลุกปั้นนโยบาย แทบไม่มีความชัดเจน หรือแม้แต่กระสุนดินดำแหล่งทุนต่างๆ อาจไม่แน่เสมอไปที่ยังได้รับการสนับสนุนเหมือนเดิม
จริงอยู่ข้อกล่าวอ้างของบรรดาแกนนำในพรรค (ที่ไม่อาจทราบเหมือนกัน แกนนำจริงๆเหลือกี่คน) ระบุว่า ยังมีเวลาอีก 5 เดือน เพียงพอต่อการจัดทัพ อีกทั้งรัฐบาลต้องปฏิบัติภารกิจในเชิงบริหาร และการลงพื้นที่พบปะช่วยเหลือประชาชน ซึ่งอาจเป็นการหาเสียงแฝงไปในตัว แต่คงไม่เพียงพอเท่าการสร้างความมั่นใจให้คนใน"พรรคพลังประชารัฐ" สามารถไปต่อ และกุมความได้เปรียบในการหาเสียงหรือไม่
4."ได้เปรียบจากกลไกรัฐธรรมนูญ" สำหรับข้อนี้ เมื่อพลิกดูกติกาเลือกตั้งบัตรสองใบสูตรหาร 100 ยิ่งเป็นความยากลำบากคว้าชัยชนะคว้าเก้าอี้ส.ส.เป็นกอบกำเหมือนการเลือกตั้งทั่วไปปี 62 ด้วยกติกาเลือกตั้งที่เปลี่ยนไป กอปรกับ เหตุผลจากข้อ 1- 3 ที่รัฐบาลดูท่าจะไม่ได้เปรียบทางการเมืองอะไรเลย
นอกจากนี้ "การใช้ความได้เปรียบทางการเมือง"ตามรัฐธรรมนูญ ตามที่กล่าวมา หากอยู่ครบวาระสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 102 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องระบุว่า ในกรณีรัฐบาลอยู่จนครบวาระ 4 ปี การเลือกตั้งจะต้องมีขึ้นภายใน 45 วัน และต้องสังกัดพรรคไม่น้อยกว่า 90 วัน ตรงนี้พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลเชื่อว่าตนเองมีความพร้อมที่สุดทั้งตัวผู้เล่นและสะสมความนิยม ก็เห็นจะไม่ใช่อีกในความเป็นจริง ดังเห็นได้จากความนิยมของรัฐบาลตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่อาจสร้างกราฟความนิยมพุ่งสูงขึ้น หรือมองว่า ภายใน 45 วัน จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่พร้อมเท่ารัฐบาลก็ไม่ใช่เช่นเดียวกัน เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมา พรรคการเมืองต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวหาเสียงยิ่งกว่าพร้อม ตรงกันข้ามกับพรรคแกนนำรัฐบาลอย่าง"พรรคพลังประชารัฐ"ชนิดไม่เห็นฝุ่น
เมื่อประมวลจากเหตุและผลดังกล่าว ไม่ว่า "พล.อ.ประยุทธ์" จะประกาศ"ยุบสภา" ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมเอเปค กล่าวคือ ยุบสภาก่อนครบวาระ หรือประกาศ"ยุบสภา"หลังวาระสภาครบ 4 ปี ดูแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะสร้างความได้เปรียบให้ "พล.อ.ประยุทธ์" รวมถึงพรรคพลังประชารัฐแต่อย่างใด
ฉะนั้นยุบก่อนหรือยุบหลังครบวาระสภา จึงมีค่าเท่ากัน "พล.อ.ประยุทธ์" แทบหาความได้เปรียบทางการเมืองไม่ได้แต่อย่างใด"
คงมีอยู่อย่างเดียว ได้มีชื่อติดทำเนียบนายกฯ เป็นเกียรติประวัตินายทหารยศนายพล ว่าครั้งหนึ่ง เป็น"นายกฯ"ที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของสยามประเทศแค่นั่นเอง