ภท.ไม่แก้รายมาตรา แต่แก้รธน.ต้องผ่านประชามติ
หากความชัดเจนต่อท่าที "พรรคภูมิใจไทย" ยังเกิดขึ้นในวันเดียวกัน ( 24 กันยายน 2567 ) เมื่อ "กรวีร์ ปริศนานันทกุล" สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมการบริหารพรรคฯ เปิดเผยผลการประชุม สส.ประจำสัปดาห์ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะต้องเดินหน้าสู่การทำประชามติ ซึ่งขณะนี้กฎหมายประชามติได้ผ่านชั้น สส.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของ สว.และคาดว่า อีกไม่นานจะมีการบังคับใช้ พร้อมย้ำว่า รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องได้รับการยินยอมจากคนในสังคม และเชื่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.จะเป็นวิธีการที่ทำให้สังคม เกิดการยอมรับในกติกา และการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม
"ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญ ควรที่จะแก้ไขทั้งฉบับ ผ่านคนกลางจากทุกภาคส่วน ในรูปแบบ สสร.ที่เคยทำกันมา และย้ำอีกว่า หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญแก้ไขมาตรา 256 และยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ยกเว้นการแก้ไขในหมวด 1 รูปแบบรัฐ และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ที่จะต้องไม่มีการแตะต้อง" สส.ภูมิใจไทยรายนี้ กล่าวย้ำ
ขณะที่ "ไชยชนก ชิดชอบ" สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคฯ ระบุว่า พรรคฯ ไม่ได้รับการติดต่อจากพรรคเพื่อไทย เพื่อหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นมาตรฐานจริยธรรมแต่อย่างใด พร้อมย้ำว่า เรื่องมาตรฐานจริยธรรม เป็นคุณสมบัติที่จำเป็น และเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของนักการเมือง และพรรคการเมือง
"พปชร." ค้านแก้รธน.ทุกมิติ
เมื่อหันไปดู "พรรคพลังประชารัฐ" พรรคการเมืองที่มีโครงสร้างบริหารงาน"แบบคนละครึ่ง" กล่าวคือ ก๊กหนึ่ง ฝั่งรอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ตอนนี้อยู่ร่วมรัฐบาล ส่วนอีกก๊กหนึ่ง "ฝั่งลุงป้อม" ประกาศ เป็นฝ่ายค้านในสภา มีท่าทีต่อการแก้ไขรธน.อย่างไร
"พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย" โฆษกพรรคพลังประชารัฐ แถลงว่า ที่ประชุมพูดคุยถึงความคิดเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการนิรโทษกรรมตามมาตรา 112 โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยืนยันชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 ไม่ว่าจะเกิดประโยชน์กับบุคคลหนึ่ง หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด พรรคพลังประชารัฐจะคัดค้านและไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 ในทุกมิติ ตลอดจนการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะเรื่องจริยธรรมนักการเมือง หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรคทุกคนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นรายมาตราหรือทั้งฉบับ โดยเฉพาะเรื่องการลดมาตรฐานจริยธรรม
พท.เสนอแก้รธน. 6 ประเด็น ปชน.เสนอแก้ 4 ประเด็น
ทั้งนี้ "การแก้ไขรธน." ถูกจุดประเด็นขึ้นมาเป็นระยะๆ โดยเฉพาะตั้งแต่กรณีที่ศาลรธน. วินิจฉัย ให้ เศรษฐา ทวีสิน หลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี จากความผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมแต่งตั้ง "พิชิต ชื่นบาน" มาเป็นรัฐมนตรี ทำให้ พรรคเพื่อไทย หยิบยก นิยาม "จริยธรรม" ว่ามีความหมายกว้างขวางเกินไป สมควรแก้ไขรธน. ซึ่งสอดคล้องกับ พรรคประชาชน ที่ก่อนหน้านี้ ก็คือ "พรรคก้าวไกล" ต้องประสบชะตากรรมถูกยุบพรรค ทำให้ความพยายามแก้ไขรธน. ถูกโหมกระแสแรงขึ้น และลุกลามไปสู่การเสนอแก้ไขรธน.ประเด็นอื่นๆ ตามมาอีกด้วย
ตามไทมไลน์ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567 พรรคประชาชน ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมรายมาตรา ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ ต่อประธานสภา ซึ่ง ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. พรรคประชาชน ก็ออกมาแถลงโต้ข่าวแล้ว การยื่นแก้ไขรธน.รายมาตรา ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการแก้เพื่อเอื้อประโยชน์ใหันักการเมือง เพราะไม่มี 44 สส. ที่อยู่ในระหว่างป.ป.ช.พิจารณาปมจริยธรรม ร่วมด้วย
ต่อมา 19 กันยายน 2567 พรรคเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมรายมาตรา ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ ต่อประธานสภา
นี่ยังไม่นับรวมถึง ข้อเสนอการแก้ไขรธน. ทั้งฉบับ ตามแนวนโยบายรัฐบาล ที่ต้องผ่านกระบวนการประชามติก่อนเป็นลำดับแรก ที่จนถึงวันนี้ กำลังรอดูจังหวะท่าที ว่าจะเริ่มกดปุ่มได้เมื่อไหร่
หากแต่นาทีนี้ ความพยายาม "แก้ไขรธน.รายมาตรา" จึงเหมือนจะเป็นการโยนหินถามทางขึ้นมาก่อนเพื่อทดสอบ อารมณ์ร่วมของสังคม
แต่อย่างไรก็ดี "ประธานสภาฯ" วันมูหะหมัดนอร์ มะทา เตรียมที่จะมีการประชุมวิปสามฝ่าย ภายในสัปดาห์นี้หรือราววันที่ 1 ตุลาคม 2567 เมื่อถึงวันนั้น อาจเห็นท่าทีใหม่ผ่านมติวิปสามฝ่ายอีกครั้งก็ได้ อันเนื่องจากการส่งสัญญาณผ่าน "นายกฯแพทองธาร"
มิพักกล่าวถึงท่าทีของวุฒิสภาอีก เพราะอย่าลืมว่ากระบวนการแก้ไข รธน. ยังต้องอาศัยเสียงวุฒิสภาจำนวนไม่น้อย 1 ใน 3 หรือ 66 คน ในการสนับสนุน ยิ่งเมื่อมาสแกน สว. ดูจะมีสีนำเงินเยอะเสียด้วย และจะสอดคล้องกับท่าทีของ"ภูมิใจไทย"ด้วยหรือไม่
ฉะนั้น แนวทางแก้ไขรธน.รายมาตรา จะไปต่อหรือพอแค่นี้ หรือ หากไปต่อจะไปแบบใด ต้องจับตา