เนชั่นทีวี

คอลัมนิสต์

การสถาปนารัฐธรรมนูญของ ปชช. : ทางออกจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเมืองในอนาคต

10 ธ.ค. 2565 | titayu_pur

การสถาปนารัฐธรรมนูญของ ปชช. : ทางออกจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเมืองในอนาคต

การสถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญของประชาชน : ทางออกจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเมืองในอนาคต กับการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามจาก “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” มาเป็น “ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ”

"รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ" กรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 2565 ว่า การสถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญของประชาชน ก็คือ การสถาปนาระบอบการปกครอง โดยกฎหมายอันเป็นหลักการสำคัญ ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การมี “รัฐธรรมนูญ” ไม่ได้หมายความว่า เราเป็น “ประชาธิปไตย”  

แต่ถ้าเรามีระบอบประชาธิปไตย เราต้องมี “รัฐธรรมนูญ” 

เช่นเดียวกับ “นิติรัฐ” ไม่เพียงเป็นแค่การปกครองโดยกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องเป็น “กฎหมาย” ที่อยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม และมีที่มาจากประชาชน 

การมีระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จำเป็นต้องมี “รัฐธรรมนูญ” ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน 

สปิริตของกฎหมายรัฐธรรมนูญ และระบบการเมือง ที่เป็น “ประชาธิปไตย” จะทำให้ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมีความมั่นคงและยั่งยืน

การบังคับใช้กฎหมายในสังคมไทย เราคงเห็นปัญหาเรื่องความไม่เสมอภาค ในการบังคับใช้กฎหมายอยู่แล้ว ในสังคมซึ่งมีอิทธิพลนอกกฎหมาย หรืออำนาจนอกระบบดำรงอยู่ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคจะเป็นปัญหาอย่างยิ่ง 

แต่ปัญหาที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งกฎเกณฑ์และกติกาสูงสุดจำนวนหนึ่ง เกิดขึ้นจากการทำรัฐประหาร หรือเป็นผลพวงของรัฐประหาร กฎเกณฑ์นั้นมีปัญหาในแง่ความยุติธรรม ยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญปี 2560 ประชาชนไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้

เพราะพรรคการเมืองที่ได้รับจำนวนเสียงมากที่สุด ได้รับฉันทามติจากประชาชน ให้อำนาจในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลหรือเลือกนายกรัฐมนตรีได้ เพราะมี ส.ว. อีก 250 เสียงมีสิทธิในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดตั้งรัฐบาล เป็นกติกาที่ไม่เป็นธรรม 

เมื่อกติกาสูงสุดพื้นฐานหรือรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นธรรมตั้งแต่เริ่มต้นเสียแล้ว การบังคับใช้กฎหมาย ที่ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานคุณค่าแห่งความยุติธรรม ย่อมสร้างปัญหาได้ตลอดเวลา การบังคับใช้กฎหมายก็จะกลายเป็นปัญหาในทางรัฐธรรมนูญ และต้องฟ้องคดีกันในศาลรัฐธรรมนูญตลอดเวลา ถ้าศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยคดีต่าง ๆ ด้วยคุณค่าพื้นฐานในเรื่องความยุติธรรมได้ ก็จะสามารถขจัดความอยุติธรรมจำนวนหนึ่งออกไปได้   

เราจึงต้องรณรงค์ให้หยุดยั้งอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก ส.ว. ไม่ได้มาจากประชาชนแต่ได้รับการสรรหาแต่งตั้ง โดยผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน หรือ สมาชิกวุฒิสภาควรพิจารณางดเว้นการออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี  

ย้อนกลับไปในอดีต ก่อนที่หลายประเทศจะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็น “ประชาธิปไตย” ใช้ “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” ในการปกครองประเทศ โครงสร้างสังคมการเมืองของประเทศส่วนใหญ่ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการใช้ความเชื่อบางอย่าง เช่น ลัทธิเทวสิทธิ์ ผู้นำเป็นโอรสแห่งสวรรค์บ้าง ผู้นำเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากพระอาทิตย์บ้าง ผู้นำได้รับอาณัติจากพระผู้เป็นเจ้าบ้าง เป็นสมมติเทพบ้าง 

ในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ “กษัตริย์” จะเป็นผู้นำทางการเมือง ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงเชื่อว่า “กษัตริย์” เป็นที่มาของความยุติธรรมต่าง ๆ การตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของการปกครอง ในแง่ของการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับระบอบดังกล่าว และไม่อาจเป็นไปได้

ต่อมา เมื่อมีหลายประเทศมีการพัฒนาเป็นประชาธิปไตยขึ้น ทำให้ “กษัตริย์” อยู่ภายใต้กฎหมาย จึงเกิดระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญบ้าง ระบอบประชาธิปไตยแบบมี “กษัตริย์” เป็นประมุขบ้าง หรือ บางประเทศก็มีการเปลี่ยนแปลงไปไกลกว่านั้น คือ ยกเลิกระบอบกษัตริย์ เปลี่ยนเป็น ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขที่มาจากการเลือกของประชาชน  

 

"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" กรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หรือ บางกรณี ก็อาจเกิดระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ มาแทนที่ ระบอบการปกครองแบบเดิม หรือ อาจเกิดสภาวะไร้เสถียรภาพอนาธิปไตยขึ้น ในบางช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ของบางประเทศ เราสามารถหลีกเลี่ยงภาวการณ์อันไม่พึงประสงค์ ความขัดแย้งไร้เสถียรภาพ ความวุ่นวายเดือดร้อนได้ ด้วยร่วมกันพัฒนาสร้างสรรค์ การปกครองโดยกฎหมาย หรือ สถาปนา “ระบอบรัฐธรรมนูญของประชาชน” ให้เกิดขึ้นนั่นเอง    

ในโลกยุคใหม่ ในศตวรรษที่ 21 การสถาปนาและการจัดทำ “รัฐธรรมนูญ” หรือ กฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศจึงต้องมีลักษณะสำคัญอยู่ 2 ประการ

ประการแรก เพื่อประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนรวมถึงสิทธิด้านอื่น ๆ ไม่ว่าเป็นเรื่องสิทธิในการเลือกตั้งของประชาชน ที่เป็นที่มาของการใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติออกกฎหมาย และ ฝ่ายนิติบัญญัติหรือรัฐสภา ที่มาจากการเลือกของประชาชน ก็ไปเลือกคณะผู้บริหารประเทศ หรือคณะรัฐมนตรี  อำนาจในการออกกฎหมาย การบริหารประเทศ จึงมีที่มาจากประชาชน นอกจากนี้ ต้องมีความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย มีความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรม เพื่อเคารพต่อเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน 

ประการที่สอง รัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุด ในการกำหนดความสัมพันธ์เชิงอำนาจในเชิงโครงสร้าง ของสถาบันทางการเมือง หน้าที่ความรับผิดชอบของสถาบันการเมืองต่าง ๆ ภายในประเทศ ความสัมพันธ์และหน้าที่ของสถาบันทางการเมืองต่อประชาชน และ ประชาชนต่อสถาบันการเมืองต่าง ๆ นอกจากนี้ยังกำหนดรูปแบบประมุขของรัฐ และรูปแบบของรัฐอีกด้วย กำหนดความสัมพันธ์เชิงอำนาจของความเป็นรัฐในเชิงพื้นที่ระหว่าง “รัฐบาลกลาง” กับ “รัฐบาลท้องถิ่น” (หรือเป็น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกรณีเป็นรัฐเดี่ยว)   

การมีรัฐธรรมนูญที่ดี เป็นเพียงพื้นฐานเบื้องต้นที่ประเทศจะมีความเจริญก้าวหน้า มีระบอบการเมืองที่ดีและประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี การจะมีหลักประกันของความสำเร็จของระบอบการเมืองยังขึ้นอยู่กับ โครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และ คุณภาพแห่งการเป็นพลเมืองของประเทศนั้น ๆ รวมทั้งพัฒนาการความเป็นมาแห่งการก่อร่างสร้างประเทศขึ้นมาอีกด้วย ซึ่งเกี่ยวโยงกับอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ หรือ อำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญ และ อำนาจที่ถูกกำหนดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ 

กรณีของไทย อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2560 เป็นผลสืบเนื่องมาจากการรัฐประหาร 2557 ไม่ได้มีที่มาจากประชาชนแต่อย่างใด แม้นมีความพยายามให้มีการทำประชามติเพื่อสร้างความชอบธรรมให้อำนาจสถาปนามาอยู่ที่ประชาชน แต่ก็ถูกตั้งคำถามว่า เป็นการลงประชามติภายใต้บรรยากาศที่ประชาชนไม่ได้มีเสรีภาพอย่างเต็มที่ 

เมื่อการสถาปนา “กฎหมายสูงสุด” หรือ “รัฐธรรมนูญ” แสดงผ่านอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญ กรณีรัฐธรรมนูญปี 2560 เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาจากคณะรัฐประหาร 

และตุลาการแบบไทยไทย เคยตัดสินว่าเป็น รัฏฐาธิปัตย์ จึงเท่ากับว่า ศาลไทยได้เซ็นรับรองอำนาจการล้มล้างการปกครองโดยกฎหมาย ฉีกรัฐธรรมนูญและทำลายระบอบประชาธิปไตยได้อย่างชอบธรรม สถาปนาระบอบเผด็จการอำนาจนิยมขึ้นมาแทนที่ และ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดระยะเวลา 90 ปีของระบอบประชาธิปไตยแบบไทยไทย 

ในประเทศประชาธิปไตยพัฒนาแล้ว รัฏฐาธิปัตย์ คือ รัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งผู้ใดไม่อาจจะละเมิดได้ และกฎหมายอื่นไม่อาจจะขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ รัฏฐาธิปัตย์ที่มาจากการยึดอำนาจ จากคณะรัฐประหารย่อมไม่ชอบธรรม ในระบบการปกครองแบบโบราณนั้น รัฎฐาธิปัตย์ ก็คือ เจ้าผู้ปกครองดินแดน ในยุคประชาธิปไตย รัฏฐาธิปัตย์ผู้ชอบธรรม ก็คือ ประชาชนทั้งหลายที่ใช้อำนาจอธิปไตยผ่านกลไกต่างๆตามรัฐธรรมนูญ

ปัญหาของประชาธิปไตยไทย จึงขึ้นอยู่กับสถาบันกองทัพ และสถาบันตุลาการ ที่ยังไม่มีจิตวิญญาณแบบประชาธิปไตยมากพอ การสถาปนา “ระบอบรัฐธรรมนูญ” โดยทั่วไปขึ้นอยู่กับพลวัตพัฒนาการทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของแต่ละประเทศ บางประเทศก็เกิดความรุนแรง บางประเทศใช้การเจรจาต่อรองอย่างสันติ บางประเทศใช้เวลายาวนาน กว่าจะสถาปนาระบอบการปกครองโดยกฎหมาย บางประเทศใช้เวลาสั้นกว่า รัฐธรรมนูญอาจเกิดจากการอภิวัฒน์ ลุกฮือขึ้นของประชาชนเพื่อโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เช่น ในฝรั่งเศส รัสเซีย จีน หรือ เป็นการต่อสู้อันยาวนานระหว่าง กษัตริย์ ขุนนางและสามัญชน

อย่างในประเทศอังกฤษ เริ่มจากการประกาศใช้กฎบัตรแมกนาคาร์ตา ที่จำกัดอำนาจของกษัตริย์ ศูนย์กลางแห่งอำนาจรัฐ จึงค่อย ๆ เคลื่อนย้ายจาก “กษัตริย์” ไปอยู่ที่ “รัฐสภา” อังกฤษจึงถือหลักความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา (the supremacy of Parliament) การสถาปนารัฐธรรมนูญอาจเป็นผลผลิตต่อเนื่อง จากขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชจากเจ้าอาณานิคม เช่น รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา รัฐธรรมนูญของอินเดีย เป็นต้น การสถาปนารัฐธรรมนูญอาจเกิดจากประเทศผู้ยึดครองได้ทำการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วมอบให้ประเทศที่ถูกยึดครอง เช่น รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น 

กรณีของสยามหรือไทยนั้น มีการก่อรูปของความพยายาม ในการสถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ การเคลื่อนไหวของพระองค์เจ้าปฤษภางค์และคณะ ในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญช่วง ร.ศ.103 หรือปี พ.ศ. 2428 ตามด้วยการเคลื่อนไหวทางความคิด ของปัญญาชนอย่าง เทียนวรรณ กศร กุหลาบ พระยาสุริยานุวัตร เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีขบวนการประชาธิปไตย ร.ศ.130 (พ.ศ. 2455) ของคณะทหารหนุ่ม จนกระทั่งมาสถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญให้สำเร็จได้ โดยคณะราษฎรได้ในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 ได้ 3 วัน เกิด ปฐมรัฐธรรมนูญ 27 มิ.ย. 2475 หรือ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งอาจารย์ปรีดี พนมยงค์เป็นผู้ร่าง 

มีการบันทึกไว้ดังนี้ “ปฐมรัฐธรรมนูญ” ฉบับที่นำมาถวายพระปกเกล้านี้ มีหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเป็นผู้ร่างฯ ขึ้น ซึ่งเป็นเอกสารการปกครองประเทศฉบับสำคัญของคณะราษฎร และเป็นธรรมนูญการปกครองที่มีหลักการประชาธิปไตย โดยมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ราษฎร ดังประกาศเจตนารมณ์ไว้ตั้งแต่มาตราแรกว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย”

บันทึกในวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2475  เวลา 9.00 นาฬิกา เล่าไว้ว่า มหาเสวกเอก เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ เสนาบดีกระทรวงวัง รับพระบรมราชโองการฯ ให้เชิญคณะราษฎรเข้าเฝ้าฯ ถวายพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พุทธศักราช 2475[10] และพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินสยาม[11] ณ วังศุโขทัย[12] ดังรายนามได้แก่

นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหาร นายพลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี นายพันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ นายพันตรี หลวงวีระโยธา  หลวงประดิษฐ์มนูธรรม[13] ร.อ. ประยูร ภมรมนตรี นายจรูญ ณ บางช้าง นายสงวน ตุลารักษ์[14] หลังจากนั้นจึงมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่และมีการพระราชทานรัฐธรรมนูญโดย ร. 7 ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 

อย่างไรก็ตาม การได้มาซึ่ง “รัฐธรรมนูญของประชาชน” นั้น ต้องอาศัยการต่อสู้เรียกร้อง ของประชาชนผู้กล้าหาญและเสียสละ และ สิ่งนี้คงไม่ได้เกิดขึ้น จากหยิบยื่นให้ของผู้อำนาจอย่างแน่นอน การพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 เมื่อ 88 ปีที่แล้วโดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า กษัตริย์พระองค์แรกภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เป็นผลต่อเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายม พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร 

และ เรามีรัฐธรรมนูญฉบับแรกในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2475 ผลแห่งการประนีประนอมกันระหว่าง “คณะเจ้านาย” และ “คณะราษฎร” ทำให้ “สยาม” เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองประเทศ ให้เป็นประชาธิปไตยโดยไม่สูญเสียชีวิตของผู้คน ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และเป็นทางออกจากวิกฤติแห่งความขัดแย้ง โดยมี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า กษัตริย์ผู้ยึดถือในแนวทางสันติวิธี และ ผู้นำของคณะราษฎร พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เชษฐบุรุษ ผู้เสียสละกระทำการเพื่อประเทศชาติ รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ผู้ยึดถือแนวทาง “ภราดรภาพนิยม” และ แกนนำคณะราษฎร 2475 ท่าน อื่น ๆ ที่ได้กระทำการเพื่อผลประโยชน์ของราษฎร 

การจัดงานในวันนี้จึงเป็นการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฐานะผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรก และ เป็นการรำลึกถึงความเสียสละกล้าหาญ ของสี่ทหารเสือประชาธิปไตย และสมาชิกคณะราษฎรทั้ง 102 คน ไปพร้อมกัน 

คณะราษฎร โดยท่านอาจารย์ปรีดี เป็นมันสมอง ได้ร่วมกันเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามจาก “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” มาเป็น “ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ” หรือในปัจจุบัน เราเรียกการปกครองของเราว่า ระบอบการปกครองของเราว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข” หรือเรียกว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ก็ได้ 

 

"รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ" กรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ข่าวล่าสุด