สก็อตต์เสนอเส้นเวลา (time line) ในการสร้างรัฐในลุ่มแม่น้ำยูเฟรติสและไทกรีส ที่มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเมโสโปเตเมีย ดังนี้
ยามยืนเดินนั่งน้อม กมล
รำลึกถึงเทศตน อยู่ยั้ง
เป็นรัฐมณฑล ไทยอยู่ สราญฮา
ควรถนอมแน่นตั้ง อยู่เพี้ยง อวสาน
..................................
หากสยามยังอยู่ยั้ง ยืนยง
เราก็เหมือนอยู่คง ชีพด้วย
หากสยามพินาศลง ไทยอยู่ ได้ฤา
เราก็เหมือนมอดม้วย หมดสิ้น สกุลไทย
พระองค์มีดำริที่จะจำแนกความหมายของรัฐ (สยาม) และของชาติ (ไทย) อย่างชัดเจน แต่ทรงยืนยันว่า เราไม่อาจแยกรัฐออกจากชาติได้ เท่ากับเป็นการเน้นมโนทัศน์รัฐชาตินั่นเอง การสร้างรัฐชาติตามแนวทางของพระองค์ มีลักษณะเป็นการสร้าง "ศัตรู" ร่วม เพราะคนไทยเริ่มกลัวว่าคนจีนในสมัยนั้น จะเข้ามาควบคุมระบบเศรษฐกิจ จึงทรงออกกฎหมายกำหนดสัญชาติลูกจีนที่เกิดในแผ่นดินสยาม ให้ต้องถือสัญชาติไทย ซึ่งเป็นการกลืนกลายคนจีนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นคนไทยนั่นเอง
ขณะนี้คนไทยหลายคนเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาแต่การระบาดของโรคโควิด – 19 และสงครามในยูเครน แต่ถึงแม้นเศรษฐกิจมหภาคจะไม่ดีนัก ก็คงประคับประคองกันไปได้ แต่วิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปี 2548 นี่ซิ ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นแต่อย่างใด
การตั้งข้อหาทางการเมืองแก่เยาวชน ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดอย่างไม่เห็นทางออกเช่นกัน
ปัญหาส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากการมองย้อนกลับไปยังอดีตที่มองไปไม่ไกลพอ ซึ่งถ้ามองไปไกลขึ้นแล้ว อาจเห็นว่าเรื่องของรัฐ เรื่องของชาติ เป็นเรื่องสมมุติ เป็นมโนทัศน์ที่เพิ่งมีมาไม่นานนี้ การปลุกสำนึกให้คนมีความเมตตากรุณาต่อกัน ควรเป็นเรื่องของมนุษย์ต่อมนุษย์ ไม่ว่าเขาหรือเธอจะเป็นชาติใดก็ตาม หรือดำรงตำแหน่งสูงใหญ่หรือต่ำต้อยก็ตาม
เนื้อหาขอเพลงที่ว่า "รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย..." ก็ดีอยู่แล้ว แต่น่าจะดีขึ้นถ้าจะขยายความเป็นว่า "รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมโลกเดียวกัน" โลกใบนี้ได้เห็นความเกลียดชัง การเข่นฆ่า การสงครามมามากแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นบทเรียนว่าอย่ามุ่งหวังแต่จะเอาชนะ หากเพียงมุ่งหวังให้อยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีจะดีกว่า