ประการที่สาม เปลี่ยนการช่วยเหลือประชาชนเป็นการสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเอง มาตรการสวัสดิการยังจำเป็นสำหรับผู้เปราะบาง แต่ต้องเชื่อมโยงกับการเพิ่มทักษะ การมีงานทำ และการเพิ่มรายได้ เพื่อให้ประชาชนก้าวออกจากความยากจนได้อย่างยั่งยืน
ในทางปฏิบัติ รัฐบาลควรกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่มากกว่าการเติบโตของ GDP เช่น ผลิตภาพแรงงาน รายได้จริงของครัวเรือน การเกิดและเติบโตของธุรกิจใหม่ ตลอดจนประสิทธิผลของงบประมาณแต่ละบาท โดยมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ คือ สร้างเศรษฐกิจที่เติบโตได้ด้วยความสามารถของประเทศ ไม่ใช่ต้องอาศัยการอัดฉีดเงินของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
2. เร่งสร้าง “AI Economy” ด้วยทุนมนุษย์และเทคโนโลยีที่คนไทยเข้าถึงได้
โจทย์สำคัญ ไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยี แต่ต้องเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของตนเอง จากผลการประชุม IMF–World Bank 2026 มีสัญญาณที่ชัดเจนว่า AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม การลงทุนใน AI ไม่ได้หมายความว่าผลิตภาพจะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ประเทศที่ได้เปรียบคือ ประเทศที่สามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีให้กลายเป็นทักษะใหม่ งานที่มีคุณภาพ และมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง ประเทศไทยจึงควรเตรียมพร้อมใน 3 มิติ ได้แก่
มิติที่หนึ่ง พัฒนาคนให้ทำงานร่วมกับ AI ได้ทุกช่วงวัย ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาและระบบพัฒนาทักษะแรงงานให้เน้นการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ ความรู้ดิจิทัล และการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะแรงงานที่เสี่ยงถูกปรับเปลี่ยนบทบาทจากเทคโนโลยี
มิติที่สอง ใช้ Small AI แก้ปัญหาจริงของประเทศไทย ไม่จำเป็นต้องแข่งขันสร้างโมเดล AI ที่ใหญ่ที่สุดเสมอไป แต่ควรลงทุนในระบบที่เหมาะกับบริบทของประเทศ เช่น AI สำหรับเกษตรแม่นยำ การแพทย์ทางไกล การท่องเที่ยว การจัดการจราจร การบริหารเมือง และการลดต้นทุนของธุรกิจรายย่อย ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความแม่นยำ ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยของข้อมูล
มิติที่สาม สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมมหาวิทยาลัย รัฐ และเอกชน เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้ได้จริง สนับสนุนธุรกิจเทคโนโลยีไทย และสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนพัฒนาคนและนวัตกรรม แทนการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องติดตามผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงาน ความเหลื่อมล้ำ และการกระจุกตัวของผลประโยชน์ ไม่ปล่อยให้บริษัทขนาดใหญ่และแรงงานทักษะสูงเป็นผู้ได้รับประโยชน์เพียงกลุ่มเดียว โดยตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ไว้ว่าเปลี่ยนประเทศไทยจากเศรษฐกิจที่แข่งขันด้วยต้นทุนแรงงาน ไปสู่เศรษฐกิจที่แข่งขันด้วยทักษะ ความรู้ และผลิตภาพของคน
3. สร้างรัฐที่มีภูมิคุ้มกันสูง ด้วยความมั่นคงทางการคลัง พลังงาน และธรรมาภิบาล
โจทย์สำคัญ ประเทศที่แข็งแกร่งในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่ประเทศที่ปราศจากวิกฤต แต่เป็นประเทศที่รับแรงกระแทกได้โดยไม่สูญเสียความสามารถในการพัฒนา ข้อวิเคราะห์ที่ได้รับจากเวที IMF–World Bank ครั้งนี้ สะท้อนความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่ หนี้สาธารณะและต้นทุนดอกเบี้ย ความผันผวนของพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศ ขณะเดียวกัน การต่อต้านคอร์รัปชันและความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจก็เป็นเงื่อนไขสำคัญของความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยจึงต้องยกระดับการบริหารจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง สร้างวินัยการคลังที่ไม่ทำลายการเติบโต จัดทำกรอบบริหารหนี้ระยะกลาง ประเมินความเสี่ยงจากดอกเบี้ยและภาระผูกพันของรัฐอย่างโปร่งใส พร้อมรักษาพื้นที่ทางการคลังสำหรับวิกฤตในอนาคต การช่วยเหลือประชาชนควรตรงกลุ่มและตรงปัญหา โดยไม่ปล่อยให้การอุดหนุนระยะสั้นเบียดบังการลงทุนที่จำเป็น
ประการที่สอง ลดความเปราะบางด้านพลังงาน อาหาร และภูมิอากาศ กระจายแหล่งพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ยกระดับการบริหารจัดการน้ำและเกษตรกรรม ตลอดจนพัฒนาระบบประกันภัยและแหล่งเงินทุนเพื่อให้ SMEs และชุมชนสามารถฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้รวดเร็วขึ้น
ประการที่สาม สร้างรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และรับผิดชอบต่อประชาชน ใช้ข้อมูลเปิด ระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ตรวจสอบได้ การประเมินผลนโยบายอย่างเป็นอิสระ และกลไกติดตามการใช้งบประมาณ เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลและมีส่วนร่วมตรวจสอบการใช้อำนาจได้จริง เพราะความโปร่งใสที่ไม่มีความรับผิดชอบ ย่อมไม่เพียงพอต่อการสร้างความเชื่อมั่น
อนึ่ง รัฐบาลควรกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้ประเทศไทยมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะรับมือกับวิกฤต โดยไม่ต้องแลกความมั่นคงของประชาชนกับการแก้ปัญหาทางการคลังในระยะสั้น
สรุปไทยต้องเปลี่ยนจากผู้ตามกระแสโลก เป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง โดยทั้งสามยุทธศาสตร์ข้างต้นไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่เป็นระบบเดียวกันที่ต้องขับเคลื่อนพร้อมกัน
-ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างผลิตภาพ ทำให้เศรษฐกิจสร้างรายได้และความมั่งคั่งใหม่ได้อย่างยั่งยืน
-ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างคนและเทคโนโลยี ทำให้คนไทยและธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในเศรษฐกิจยุค AI
-ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างภูมิคุ้มกันและธรรมาภิบาล ทำให้ประเทศรับมือความเสี่ยงได้โดยไม่สูญเสียเสถียรภาพและความเชื่อมั่น
รัฐบาลจึงควรแปลงทั้งสามยุทธศาสตร์ให้เป็นแผนปฏิบัติการระยะ 3–5 ปี มีหน่วยงานเจ้าภาพ งบประมาณ ตัวชี้วัด และการประเมินผลที่ชัดเจน โดยรายงานความก้าวหน้าต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ เพราะหัวใจของการชนะเกมเศรษฐกิจโลกไม่ใช่การมีเงินมากที่สุด หรือนำเทคโนโลยีใหม่ที่สุดมาใช้ก่อนใคร แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนทรัพยากรที่มีอยู่ให้เป็นผลิตภาพ สร้างโอกาสให้ประชาชน และรักษาความแข็งแกร่งของประเทศในระยะยาว หากไทยทำได้ การเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 จะไม่ใช่เพียงความสำเร็จด้านภาพลักษณ์และการทูตเศรษฐกิจ แต่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับยุทธศาสตร์ประเทศให้พร้อมแข่งขันในโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง