โดย ก.ล.ต. ใช้เรื่องว่ามีการปกปิดชื่อผู้ถูกพิจารณา เป็นข้ออ้างที่จะไม่ส่งรายชื่อคณะกรรมการวินัยให้นางสาวชญานี ทั้งที่นางสาวชญานี ได้มีการร้องขอทราบรายชื่อคณะกรรมการวินัยที่เป็นผู้พิจารณากรณีของตน เพราะเกรงว่ากรรมการที่พิจารณากรณีของตัวเองนั้น อาจมีบุคคลที่ไม่มีความเป็นกลาง เนื่องจากมีที่มาจากสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และภาคธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย ซึ่งที่จริงก็คือ คู่แข่งในการทำธุรกิจกันมาโดยตลอด แล้วจะมีความเป็นกลางในการพิจารณาความผิดทางวินัยของคู่แข่งทางธุรกิจกันเองได้อย่างไร
ทั้งนี้ นางสาวชญานี ให้สัมภาษณ์ ภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ว่า ความรู้สึกถึงวันนี้ดีใจเป็นธรรมดา เพราะต่อสู้มา 10 ปี การต่อสู้กับ ก.ล.ต.ในแวดวงการตลาดนักลงทุน ถือเป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุด มีความยากลำบากในการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ คณะกรรมการ เลขาธิการ ก.ล.ต. ที่ผ่านมาการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมทั้งเรื่องการฟ้อง ม.157 กรณีออกคำสั่ง ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมเท่าที่ควร
“จนกระทั่งศาลปกครองชั้นต้นมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนคำสั่งของ ก.ล.ต. ตอนนั้นยื่นฟ้องปี 2560 ศาลตัดสินปี 2563 และกระทั่งล่าสุดศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ทำให้รู้สึกว่าระยะเวลาที่รอคอยความยุติธรรมมีความคุ้มค่า”
“ส่วนตัวเชื่อว่าที่ถูกลงโทษก่อนหน้านี้เนื่องจากไปแข่งขันกับโบรกเกอร์ใหญ่ ในความรู้สึกเหมือนถูกกลั่นแกล้ง โดยในตอนนั้นส่งผลกระทบต่อ ธุรกิจ ครอบครัว และลูกค้า เมื่อมาถึงวันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า ก.ล.ต.ลุแก่อำนาจ ที่ผ่านมาในบรรดาโบรกเกอร์มักคุยกันว่า ก.ล.ต.จับได้แต่สามล้อแท็กซี่ เวลาเจอเฟอร์รารีก็ปล่อยผ่าน”นางสาวชญานี กล่าว และว่า
ก.ล.ต.ควรทบทวนกระบวนการภายใน ให้ยึดโยงกับเรื่องความโปร่งใส เป็นธรรม ยึดมั่นในกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการลงโทษบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งบุคคลภาคธุรกิจ