การปรับปรุงในครั้งนี้ กกพ. ได้นำเสนอผลการศึกษาแบ่งออกเป็น 4 กรณี (Scenario) โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การปรับเปลี่ยนอัตราก้าวหน้า เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน
4 กรณีศึกษา "ลดรายเล็ก-เก็บรายใหญ่"
จากข้อมูลสรุปผลการปรับปรุง พบว่ามีทิศทางที่ชัดเจนในการปรับลดค่าไฟฟ้าสำหรับหน่วยการใช้ไฟฟ้าช่วงต้น และไปเรียกเก็บเพิ่มในกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าสูง แบ่งเป็น
1. กลุ่มผู้ใช้ไฟต่ำ (0-25 หน่วยแรก) ทุกกรณีศึกษาจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยคงอัตราเดิมที่ 2.3488 บาท (15 หน่วยแรก) และ 2.9882 บาท (10 หน่วยถัดไป) เพื่อคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้าขั้นพื้นฐาน
2. กลุ่มผู้ใช้ไฟระดับกลาง (26-200 หน่วย) กกพ. เล็งเห็นถึงการลดภาระประชาชน โดยในทุกกรณีศึกษาจะมีการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ ช่วง 26-150 หน่วย ปรับลดลงประมาณ 0.24-0.71 บาทต่อหน่วย และช่วง 151-200 หน่วย ถือเป็นไฮไลต์สำคัญ โดยจะมีการปรับลดลงถึง 1.2218 บาทต่อหน่วย จากเดิม 4.2218 บาท เหลือเพียง 3.0 บาท ในทุกกรณีศึกษา
3. กลุ่มผู้ใช้ไฟสูง (เกิน 200-400 หน่วยขึ้นไป) นี่คือ จุดที่แต่ละกรณีศึกษาเริ่มมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน อาทิ กรณีศึกษาที่ 1 และ 2 จะคงราคาช่วง 201-400 หน่วยไว้เท่าเดิมที่ 4.2218 บาท แต่จะไป ปรับเพิ่มอย่างหนักหลังจากหน่วยที่ 400 ขึ้นไป
- กรณีที่ 1 ปรับเพิ่มขึ้นถึง 1.0234 บาทต่อหน่วย (รวมเป็น 5.4451 บาท)
- กรณีที่ 2 ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด 1.0357 บาทต่อหน่วย สำหรับหน่วยที่ 501 ขึ้นไป
- กรณีศึกษาที่ 3 และ 4 จะเริ่มปรับเพิ่มราคาเร็วขึ้นตั้งแต่หน่วยที่ 201 เป็นต้นไป โดยปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 0.49 -0.54 บาทต่อหน่วย และจะมีอัตราสูงสุดที่ประมาณ 4.96-5.00 บาทต่อหน่วย สำหรับการใช้ไฟฟ้าที่เกิน 400 หน่วยขึ้นไป หรือเพิ่มขึ้น 0.54-1.03 บาท
วิเคราะห์ผลกระทบเทียบค่าใช้จ่าย
จากการคำนวณราคาเฉลี่ยเปรียบเทียบกับปัจจุบัน ของผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย อัตราปกติ 1.1 (บาท/หน่วย) พบว่ามีจุดตัดสำคัญที่ประชาชนควรเฝ้าระวัง คือ
1. จุดที่ 457 หน่วย หากเลือกใช้กรณีศึกษาที่ 3 ผู้ใช้ไฟฟ้าจะมีค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,826 บาท
2. จุดที่ 470 หน่วย หากเลือกใช้กรณีศึกษาที่ 4 ค่าไฟฟ้าจะขยับขึ้นไปที่ 1,884 บาท
3. จุดที่ 536-540 หน่วย ถือเป็นช่วงที่ได้รับกระทบหนักที่สุด หากใช้กรณีศึกษาที่ 1 และ 2 โดยค่าไฟฟ้าจะดีดตัวสูงถึง 2,176- 2,193 บาท ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าโครงสร้างราคาในปัจจุบันอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ หากอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ จะพบว่าทั้ง 4 กรณีศึกษา จะกำหนดอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงการใช้ไฟฟ้า (Block) โดยกรณีศึกษาที่ 1 และ 2 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน
ขณะที่กรณีศึกษาที่ 3 และ 4 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 200 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน
"การไฟฟ้ามองว่าเมื่อดูแล้วจาก 4 ตัวอย่าง ควรพิจารณากรณีศึกษาที่ 4 ซึ่งถือเป็นค่าเฉพาะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป จะต้องมีการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้า เฉลี่ย 0.54-1.03 บาทต่อหน่วย หรือ มีอัตราค่าไฟฟ้า เฉลี่ยอยู่ที่ 4.96-5.00 บาทต่อหน่วย โดยกราฟการจ่ายค่าไฟในราคาที่ไม่ก้าวกระโดดมากนัก ซึ่งส่วนมากเป็นประชากรใน กทม.และปริมณฑล"
ส่อง "จุดคุ้มทุน" ค่าไฟใหม่
ดร.พูลพัฒน์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมผ่านกราฟเปรียบเทียบราคาเฉลี่ย พบว่าระดับการใช้ไฟฟ้าที่จะเริ่มเห็นความแตกต่างของภาระค่าไฟฟ้า ในแต่ละกรณีศึกษาอยู่ที่ช่วง 400-500 หน่วย โดยมีตัวอย่างการคำนวณค่าไฟฟ้า (ไม่รวมค่า Ft และ VAT) ดังนี้
หากใช้ไฟ 457 หน่วย กรณีศึกษาที่ 3 จะมีค่าไฟประมาณ 1,826 บาท หากใช้ไฟ 470 หน่วย กรณีศึกษาที่ 4 จะมีค่าไฟประมาณ 1,884 บาท และหากใช้ไฟสูงถึง 536-540 หน่วย ค่าไฟฟ้าในกรณีศึกษาที่ 1 และ 2 จะดีดตัวขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 2,176 - 2,193 บาท ซึ่งสูงกว่าอัตราปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด
ยึดหลักความเป็นธรรม-สะท้อนต้นทุน
ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเน้นย้ำว่า การปรับปรุงโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในแต่ละช่วงของการใช้ไฟ (Marginal Cost) และเป็นการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกลุ่มที่ใช้ไฟน้อย ซึ่งมักเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย จะได้รับประโยชน์จากอัตราที่ถูกลง ขณะที่กลุ่มที่มีพฤติกรรมการใช้ไฟสูงจะต้องร่วมรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงผลการปรับปรุง และกรณีศึกษา ซึ่งจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็น และพิจารณาปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อย่างรอบด้าน ก่อนจะมีการประกาศใช้จริง เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ และประชาชนในวงกว้าง
สำหรับความคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะถูกนำมารวบรวม วิเคราะห์ และใช้ประกอบการพิจารณาของ กกพ. ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป
ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. จะเปิดรับฟังความคิดเห็น ระหว่างวันที่ 22 พ.ค.-5 มิ.ย. 2569 ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ที่ www.erc.or.th คาดว่า จะเริ่มมีผลบังคับใช้ รอบบิลเดือนก.ค.2569
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ