ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ชี้ว่า น้ำมันเถื่อนมิได้เกิดจากปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว ทว่าเป็นการคอร์รัปชันเชิงระบบ (Systemic Corruption) ที่สถาปนาตนเองขึ้นเป็น "เศรษฐกิจคู่ขนาน" (Parallel Economy) ซึ่งถูกขับเคลื่อนและหล่อเลี้ยงด้วยความไร้ประสิทธิภาพของการออกแบบเชิงสถาบัน ความไม่สมมาตรของข้อมูล และระบบผลประโยชน์ที่กระจายตัวลงลึกไปในทุกระดับขององคาพยพรัฐ ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง
ปัญหาน้ำมันเถื่อนสะท้อนความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างรัฐ ทุน และกลไกกำกับดูแล กล่าวคือ น้ำมันเป็นสินค้ายุทธศาสตร์ที่มีมูลค่าสูง หมุนเวียนเร็ว และเกี่ยวพันกับภาษีจำนวนมาก
จึงเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เกิดการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ หรือ rent-seeking ได้อย่างกว้างขวาง ยิ่งระบบภาษีและการควบคุมมีความซับซ้อนมากเท่าใด โอกาสในการอำพราง ปลอมแปลง หรือบิดเบือนข้อมูลก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น
ดังนั้น น้ำมันเถื่อนจึงไม่ใช่เพียง “สินค้าผิดกฎหมาย” แต่เป็นผลผลิตของโครงสร้างอำนาจและโครงสร้างผลประโยชน์ที่ฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน
เจาะลึกกลโกง : กลไกการทุจริตแบบบูรณาการเชิงพลวัต 6 ขั้นตอน
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ได้ชำแหละขั้นตอนกลโกงออกเป็น 6 ขั้นตอนหลักอย่างเป็นระบบ ดังนี้:
ขั้นตอนที่ 1 การสร้างทุนตั้งต้น (Primitive Accumulation of Capital): จากป่าสงวนสู่พอร์ตสินเชื่อ
ขบวนการเริ่มต้นด้วยการก่ออาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อปล้นทรัพยากรธรรมชาติของรัฐมาแปรสภาพเป็นทุนตั้งต้น (Seed Capital) โดยบุกรุกและทำลายป่าสงวนให้กลายเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม เพื่อร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นออกโฉนดที่ดินปลอมในพื้นที่ป่าโดยไม่สมควร จากนั้นนำโฉนดไปประเมินมูลค่าให้สูงเกินจริงอย่างมหาศาล เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันกู้เงินจากธนาคาร โดยอาศัยอิทธิพลมืดกดดันให้ธนาคารปล่อยกู้โดยไม่มีการตรวจสอบเชิงลึก ทำให้ขบวนการนี้ได้เงินทุนตั้งต้นก้อนใหญ่มาอย่างผิดกฎหมาย
ขั้นตอนที่ 2 การแปลงทุนเข้าสู่อาณาจักรน้ำมันเงา (Transforming Capital into the Shadow Energy Market)
เงินทุนมหาศาลที่ได้มาจะถูกนำไปสร้างเครือข่ายธุรกิจน้ำมันเถื่อนแบบครบวงจรคู่ขนานกับระบบของรัฐ ตั้งแต่การนำเข้า คลังจัดเก็บ กองเรือ รถบรรทุก ไปจนถึงสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ อำนาจทุนมืดนี้สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจอย่างสูง จนสามารถตั้งราคาแข่งขันและกดดันทำลายผู้ประกอบการที่สุจริตในระบบปกติได้อย่างราบคาบ
ขั้นตอนที่ 3 นิติวิศวกรรมและการหลบเลี่ยงภาษีสรรพสามิต (Legal Engineering and Excise Evasion)
หัวใจของการทำกำไรมหาศาลคือการหลบเลี่ยงภาษีสรรพสามิต (ปกติสูงถึงร้อยละ 30 ของราคาขาย) ผ่าน 3 กลวิธีหลัก ได้แก่
1) การแจ้งสำแดงเท็จว่าน้ำมันเป็นเพียงสารเคมีตัวทำละลายเพื่อเลี่ยงภาษีนำเข้า
2) การลักลอบนำเข้าน้ำมันเถื่อนทางเรือและรถบรรทุกโดยไม่ผ่านศุลกากร
3) การนำ "น้ำมันเขียว" ที่รัฐยกเว้นภาษีให้ชาวประมงไปลักลอบขายบนฝั่งหรือขายให้กลุ่มที่ไม่มีสิทธิ์
ขั้นตอนที่ 4 การปล้นคลังชาติ: การขอคืนภาษีจากการส่งออกเท็จ (VAT & Excise Refund Fraud)
ขบวนการนี้ทำการปล้นงบประมาณแผ่นดินโดยตรง ด้วยการปลอมแปลงเอกสารว่ามีการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศ เพื่อนำไปขอคืนภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มจากรัฐ ทั้งที่น้ำมันยังคงถูกขายอยู่ภายในประเทศ ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือการนำน้ำมันเถื่อนที่ไม่เคยเสียภาษีเลยมาสวมสิทธิ์ขอคืนเงินภาษี ทำให้ได้กำไรฟรี ๆ จากรัฐทันทีประมาณร้อยละ 30 ของราคาน้ำมัน
ขั้นตอนที่ 5 การขูดรีดผู้บริโภค: การตั้งราคาตลาดบวกกำไรพิเศษ (Market Pricing & False Evaporation)
แม้น้ำมันเถื่อนเหล่านี้จะไม่มีต้นทุนทางภาษี แต่เมื่อถูกนำมาฟอกขาวขายผ่านปั๊มน้ำมัน กลุ่มอิทธิพลกลับตั้งราคาขายในระดับเดียวกับตลาดปกติ โดยบวกกำไรจากค่าการตลาดและค่าการกลั่นเข้าไปเต็มที่ นอกจากนี้ยังสร้างต้นทุนเท็จโดยอ้างว่าน้ำมันระเหยหายไประหว่างขนส่งสูงถึงร้อยละ 15 เพื่อใช้เป็นข้ออ้างดึงกำไรออกจากระบบและผลักภาระทั้งหมดไปรวมในราคาขายปลีกที่ประชาชนต้องจ่าย
ขั้นตอนที่ 6 ลอจิสติกส์เงา: การกักตุนและจัดเก็บ (Shadow Storage and Hoarding Mechanism)
การทำให้วงจรทั้งหมดสมบูรณ์ ดำเนินการโดยสร้างระบบนิเวศการขนส่งและจัดเก็บซ่อนเร้น เช่น คลังน้ำมันส่วนตัวขนาดใหญ่ กองเรือขนาดเล็กที่ลักลอบขนส่งยามวิกาล โรงกลั่นเถื่อนตามนิคมอุตสาหกรรม และขั้นสุดยอดของการทุจริตคือการใช้อิทธิพลทางการเมืองนำน้ำมันเถื่อนไปซุกซ่อนไว้ในคลังน้ำมันสำรองทางทหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ความมั่นคงที่หน่วยงานตรวจสอบพลเรือนไม่สามารถเข้าถึงได้
ข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้าง: ต้องรื้อถอนระบบที่เอื้อให้โกง
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุว่า ระบบทุจริตนี้ดำรงอยู่อย่างมั่นคงมาได้กว่า 4 ทศวรรษ ไม่ใช่เพราะซ่อนตัวได้อย่างแนบเนียนไร้ร่องรอย แต่เป็นเพราะระบบนี้ได้มอบผลประโยชน์มหาศาลและหล่อเลี้ยงผู้คนจำนวนมากอย่างเป็นระบบ วิกฤตคอร์รัปชัน 46 ปี พลัส ในอุตสาหกรรมพลังงานและระบบน้ำมันของประเทศไทย จึงเป็นภาพสะท้อนระดับปรากฏการณ์ที่เด่นชัดและเจ็บปวดที่สุดของภาวะความล้มเหลวเชิงสถาบันในการพัฒนาของรัฐกำลังพัฒนา
โครงข่ายอาชญากรรมทางเศรษฐกิจนี้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การใช้ช่องว่างทางกฎหมายแปรรูปและปล้นผืนป่าให้กลายเป็นทุนตั้งต้น แทรกซึมเข้าครอบงำอุตสาหกรรมลอจิสติกส์และการขนส่งทางน้ำ อาศัยความเชี่ยวชาญด้านนิติวิศวกรรมเจาะช่องโหว่ของนิยามเคมีภัณฑ์ ฉวยโอกาสจากนโยบายเงินอุดหนุนและน้ำมันเขียวของชาวประมง ขูดรีดผู้บริโภคทั่วไปด้วยการอ้างอิงราคาตลาดที่บิดเบี้ยว และที่ร้ายแรงที่สุดคือการมีอำนาจล้นฟ้าถึงขั้นแฝงตัวเข้าไปใช้ประโยชน์จากคลังยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติ
กลไกทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลผลิตจากโครงสร้างของรัฐที่อ่อนแอ ไร้การเชื่อมต่อข้อมูล และอาจรวมถึงการจงใจออกแบบให้มีจุดมืดบอดเพื่อหลีกหนีการตรวจสอบ ซึ่งการแก้ไขความไม่เหมาะควรเหล่านี้ ไม่อาจตั้งความหวังพึ่งพาเพียงเจตนาดีของผู้นำ หรือความพึงพอใจต่อภาพข่าวการจับกุมผู้กระทำผิดระดับล่างตามหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ ทว่าต้องอาศัยการยกระดับปัญหาเป็นวาระแห่งชาติ และลงมือรื้อถอนสถาปัตยกรรมทางผลประโยชน์อย่างถอนรากถอนโคน ตั้งแต่การแก้กระบวนทัศน์ทางกฎหมายเพื่อเปลี่ยนคำนิยามวัตถุ การปรับย้ายจุดจัดเก็บภาษีเพื่อลดภาระการติดตาม และการยกระดับขีดความสามารถโดยใช้เทคโนโลยีการติดตามแบบเชื่อมโยงข้ามหน่วยงาน (Cross-agency digital tracking system)
“หากรัฐสามารถทำให้น้ำมันทุกลิตรมีที่มา มีสถานะภาษี และมีร่องรอยตรวจสอบได้ พื้นที่ของเศรษฐกิจน้ำมันเถื่อนจะถูกบีบให้แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ และประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนจากการไล่จับผู้กระทำผิดรายกรณี ไปสู่การรื้อ “ระบบที่เอื้อให้โกง” ได้อย่างแท้จริง” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
#ดรแดน #น้ำมันเถื่อน #คอร์รัปชันพลังงาน #เกรียงศักดิ์เจริญวงศ์ศักดิ์ #โกงภาษีน้ำมัน #คอร์รัปชันเชิงระบบ #ข่าวเศรษฐกิจ #ปราบโกง