ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดรับฟังความคิดเห็นมาตรการยกระดับความเชื่อมั่น 'ตลาดทุน'
14 พ.ค. 2569

ตลท. เปิดเฮียริ่งมาตรการยกระดับความเชื่อมั่นใหม่ คาดกระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นและสามารถเริ่มบังคับใช้มาตรการชุดใหม่นี้ได้เร็วสุดภายในไตรมาส 3 ปีนี้
Business
14 พ.ค. 2569

ตลท. เปิดเฮียริ่งมาตรการยกระดับความเชื่อมั่นใหม่ คาดกระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นและสามารถเริ่มบังคับใช้มาตรการชุดใหม่นี้ได้เร็วสุดภายในไตรมาส 3 ปีนี้
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุ ตลท. อยู่ระหว่างทบทวนมาตรการกำกับดูแลการซื้อขาย เพื่อให้การใช้บังคับตามมาตรการดังกล่าวสามารถยกระดับความเชื่อมั่นของผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องตามแผนกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” ดังนั้น เพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีข้อมูลประกอบการพิจารณาทบทวนอย่างรอบด้าน
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ลงทุนและผู้เกี่ยวข้องในหัวข้อ “การปรับปรุงมาตรการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่น” ตั้งแต่วันที่ 13-29 พฤษภาคม 2569 ซึ่งสาระสำคัญของมาตรการที่ทบทวนในครั้งนี้สามารถสรุปได้ดังนี้
กลุ่มที่ 1 มาตรการเพิ่มเติมเพื่อยกระดับคุณภาพตลาด เสริมสร้างความเท่าเทียม (Fairness) และประสิทธิภาพของตลาดในเชิงโครงสร้างและต้นทุน
1. ปรับลดช่วงราคาซื้อขาย (Tick Size) สำหรับหลักทรัพย์ที่มีราคาตั้งแต่ 5-50 บาทต่อหุ้นให้แคบลง ช่วยลดส่วนต่างราคา เพิ่มโอกาสจับคู่คำสั่งซื้อขาย ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการซื้อขายของผู้ลงทุนทุกกลุ่มลดลง และเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด
2. เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม (Extra Charge) จากบัญชีที่มีการส่งคำสั่งซื้อขาย (Order) ในปริมาณมากแต่เกิดการจับคู่การซื้อขาย (Deal) น้อย (High Order-to-Trade Ratio: OTR) โดยในกรณีที่บัญชีใดมี OTR มากกว่า 100 เท่า และมีการส่งคำสั่งมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที (Active Minute) บัญชีดังกล่าวจะถูกจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในอัตรา 0.15 บาทต่อรายการ (15 สตางค์) เฉพาะส่วนที่เกิน 30,000 รายการ/วัน ทั้งนี้ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการส่งคำสั่งซื้อขายและลดภาระของระบบซื้อขายโดยรวม
กลุ่มที่ 2 มาตรการลดความผันผวนที่ผิดปกติของราคาหลักทรัพย์
3. ปรับปรุง Uptick Rule สำหรับการขายชอร์ต ในกรณีที่หลักทรัพย์ใดมีราคาลดลงตั้งแต่ 10% จากราคาปิดของวันก่อนหน้า จะใช้เกณฑ์ Uptick เป็นรายหลักทรัพย์สำหรับหลักทรัพย์นั้นในวันทำการถัดไป เพื่อช่วยชะลอแรงขายในช่วงที่ตลาดผันผวน และรักษาสมดุลควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสภาพคล่อง และต้นทุนการซื้อขาย ทั้งนี้ หากเป็นสภาวะปกติจะใช้เกณฑ์ Zero-Plus Tick
4. ทบทวนหลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตได้ โดยจำกัดให้ขายชอร์ตได้เฉพาะในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น ได้แก่หลักทรัพย์ในกลุ่ม SET100, หลักทรัพย์ประเภท ETF และ DR และหลักทรัพย์อ้างอิงของ Single Stock Futures เท่านั้น โดยจะห้ามขายชอร์ตในหลักทรัพย์อ้างอิงของ ETF และ DW
5. ยกเลิกกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band (DPB) รายหลักทรัพย์ เพื่อลดอุปสรรคในการซื้อขายโดยเฉพาะในหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ
กลุ่มที่ 3 มาตรการกำกับพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม
6. ขึ้นทะเบียน (Register) ผู้ซื้อขายความเร็วสูง (HFT) โดยจะเปลี่ยนไปใช้แนวทางการพิจารณาจากพฤติกรรมการซื้อขายในลักษณะ Post-Trade เช่น ความถี่/ความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขาย สถานะสิ้นวัน มูลค่าการซื้อขายรายวัน เป็นต้น หรือมีช่องทางการส่งคำสั่งซื้อขายสำหรับผู้ลงทุนเฉพาะราย (Dedicated API) เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปตามข้อเท็จจริงและสามารถติดตามพฤติกรรมการซื้อขายได้อย่างเหมาะสม
7. ยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้ เนื่องจากมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ของหลักทรัพย์ที่สามารถขายชอร์ตได้ให้ครอบคลุมเฉพาะหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น ประกอบกับจะมีการกำกับดูแล HFT ตามพฤติกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว
8. ยกเลิก Minimum Resting Time (MRT) เนื่องจากพบว่าธุรกรรมที่ Trigger ตามมาตรการนี้มีจำนวนน้อยมากซึ่งไม่ได้ส่งผลในเชิงการกำกับพฤติกรรมการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะเป็นการช่วยลดภาระในเชิงระบบ รวมทั้งยังไม่สอดคล้องตามแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศ
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีกลไกการกำกับดูแลพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอื่น ๆ อยู่แล้ว เช่น การใช้ AI ช่วยในการวิเคราะห์และตรวจจับพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติ และมาตรการเก็บ Extra Charge กับบัญชีที่มีพฤติกรรม High OTR เป็นต้น
ทั้งนี้ คาดกระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นและสามารถเริ่มบังคับใช้มาตรการชุดใหม่นี้ได้เร็วสุดภายในไตรมาส 3 ปีนี้ เพื่อให้เวลาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดได้ เตรียมความพร้อมและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุน อีกทั้ง เมื่อเริ่มมีการประกาศใช้ชุดมาตรการใหม่แล้วก็จะคงมาตรการไว้ 18 เดือน แต่หากมีเหตุการณ์ที่ส่งกระทบตลาดอย่างมีนัยสำคัญ สามารถพิจารณาเปลี่ยนแปลงมาตรการดังกล่าวได้ตามความเหมาะสม
นายอัสสเดช กล่าวว่า การปรับปรุงมาตรการครั้งนี้ ยังมีความสำคัญต่อสถานะของตลาดทุนไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ โดยชี้ให้เห็นว่า การรักษาเกรดในกลุ่ม Emerging Market ของดัชนีระดับโลกอย่าง MSCI เป็นเรื่องสำคัญมาก หากถูกปรับลดระดับลงไปอยู่ในกลุ่ม Frontier Market จะส่งผลกระทบมหาศาลทำให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลออกทันที
โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนสถาบันต่างชาติ ซึ่งที่ผ่านมาดัชนี MSCI มีการปรับน้ำหนักหุ้นไทยเล็กน้อย แต่เชื่อว่ามาตรการชุดใหม่ที่กำลังจะออกมา ไม่ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการพิจารณาของ MSCI “การปรับปรุงครั้งนี้มาจากการศึกษาและข้อเสนอแนะของ OECD ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้าง Tick Size ของเราที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของตลาดไทย
ขณะเดียวกัน MSCI ก็ใช้เกณฑ์เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในการพิจารณาสัดส่วน หากเราไม่สามารถปรับให้ทัดเทียมกับตลาดเหล่านั้น ก็อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการจัดอันดับของตลาดทุนไทยในเวทีสากลได้
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นพร้อมรายละเอียดบนเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ https://www.set.or.th/th/rules-regulations/market-consultation หัวข้อ “การปรับปรุงมาตรการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่น” โดยผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ https://forms.microsoft.com/r/EFQF82bt4c ตั้งแต่วันที่ 13-29 พฤษภาคม 2569
ข่าวล่าสุด